หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Public Enemies  (2009)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
 
  ข้อมูลงานสร้าง "Public Enemies"
 
                
     
 
"จอห์นนี่ เด๊ปป์" หลอน นอนตายตรงจุดเดียวกับที่โจรตัวจริงถูกยิง
เรื่องจริงของจอมโจรชื่อก้อง "PUBLIC ENEMIES วีรบุรุษปล้นสะท้านเมือง" 23 ก.ค นี้

Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 22 กรกฎาคม 2552
 

             วันที่ 22 ก.ค. นี้ จะเป็นวันครบรอบการตายของจอมโจรที่มีคนยกย่องวีรกรรมของเขาจะเป็นอย่างไร

ผู้กำกับยอดฝีมือไมเคิล มานน์ ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การชมด้วยการรนำแสดงของดารายอดฝีมือ จอห์นนี่ เด๊ปป์ คริสเตียน เบล และ มาริยง โกติยาร์ด ดาราชายชื่อดัง จอห์นนี่ เด๊ปป์ที่โด่งดังจากบทโจรสลัด มารับบทเป็นบุคคลจริงที่มีตัวตนและเป็นตำนานของจอมโจรชื่อกระฉ่อนในยุค 30 เรื่องราวของจอห์น ดิลลินเจอร์ ที่ถูกหมายหัวเป็นอาชญากรหมายเลขหนึ่งของ FBI ด้วยการปล้นธนาคารในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปเนื่องจากความเก่งกาจในการหลบหนี และการไม่ข่มเหงชาวบ้านที่ยากจนทั่วไป

ผู้กำกับไมเคิล มานน์ ผู้มีผลงานในระดับยอดเยี่ยมอย่าง Heat,Collateral และ Miami Vice ได้ถ่ายทำเรื่องราวของวีรบุรุษจอมโจรนี้อย่างพิถีพิถัน เขาเลือกใช้โลเคชั่นจริงที่ยังเหลืออยู่ในยุค 30 นั้น เป็นสถานที่ถ่ายทำจริง ทั้งคุกที่จองจำดิลลินเจอร์ โรงแรมที่กบดาน ธนาคารที่บุกไปปล้น
รวมถึงสถานที่ที่จบชีวิตของจอมโจรเลื่องชื่อผู้นี้

จอห์นนี่ เด๊ปป์ เผยความรู้สึกกับการมารับบทบาทเด่นนี้ว่า เขารู้สึกดีใจที่ได้รับบทที่สำคัญเช่นนี้ ชีวิตของดิลลินเจอร์ ก็มีบางส่วนที่เหมือนกับเขา คือมีความเป็นอิสระ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ เขาชื่นชมผู้กำกับอย่างไมเคิล มานน์ที่ใส่ใจในรายละเอียดของงานสร้าง การเลือกโลเคชั่นจริงๆมาใช้ในการถ่ายทำนั้น ช่วยสร้างบรรยากาศให้สมจริง และทำให้เขารู้สึกอินกับบทบาทนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตอนที่ผู้กำกับบอกกับเขาว่า ตรงจุดนั้นคือจุดเดียวกับที่ดิลลินเจอร์ตัวจริงจบชีวิตลง ผมถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว

ติดตามชมเรื่องราวจอมโจรที่ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจในการนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นทริลเลอร์ ที่จะพาเราย้อนกลับไปดูวีรกรรมสร้างชื่อของจอมโจรดิลลินเจอร์ ซึ่งก็จะเข้าฉายในช่วงเวลาแห่งการครบรอบการเสียชีวิตของจอมโจรตัวจริง PUBLIC ENEMIES วีรบุรุษปล้นสะท้านเมือง 23 ก.ค นี้ในโรงภาพยนตร์

วีรบุรุษจอมโจร

ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกอย่างนี้ และวันเวลาได้ผ่านเข้ามาถึงเดือนกรกฎาคม ทำให้นึกถึงคนคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นวีรบุรุษในห้วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 30 ชื่อของเขาคือ จอห์น ดิลลินเจอร์ บุรุษผู้ที่คนรักใคร่ และให้เกียรติ จนมีการยกวันที่เขาเสียชีวิต เป็นวันจอห์น ดิลลินเจอร์ (John Dillinger Day) ในวันที่ 22 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งบรรดาแฟนคลับจะไปรวมตัวกัน ณ โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ ย่านลินคอร์น ปาร์ค ชิคาโก เพื่อเดินไปบนเส้นทางที่เขาเคยวิ่งหลบกระสุน ก่อนจะลาโลกไป

เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้คนชื่นชอบจอห์น ดิลลินเจอร์เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว เขาไม่ใช่คนที่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้สังคม ตรงกันข้าม เขาเป็นจอมวายร้าย เป็นโจรที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะผู้นำแก๊งค์ปล้นธนาคารหลายแห่ง ปล้นอาวุธของทางการ สังหารผู้คน และเป็นเซียนแห่งการแหกคุก
แต่ประชาชนก็รักใคร่เขา เพราะในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำจนผู้คนเดือดร้อน และไร้ความหวังไปทุกหย่อมหญ้า พวกนายธนาคาร และชนชั้นสูงของสังคมเป็นพวกที่ถูกมองยังมีความเป็นอยู่อู้ฟู่ และคงความร่ำรวยเสมอ บนซากปรักหักพังของเศรษฐกิจ ดังนั้น จอมโจรผู้เข้ามาสร้างความฮือฮาด้วยการปล้นธนาคาร จึงกลายเป็นวีรบุรุษ จนได้ฉายาว่าเป็นโรบิน ฮู้ดยุคใหม่

ดิลลินเจอร์ เป็นชาวเมืองอินเดียนาโปลิส หลังจากลืมตามาดูโลกในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1903 ได้เพียง 3 ปี แม่ก็เสียชีวิต ทิ้งให้เด็กน้อยอยู่กับพ่อในร้านขายของชำ และแม่เลี้ยงคนใหม่ ที่เข้ากับลูกเลี้ยงไม่ได้ ดิลลินเจอร์จึงเติบโตมาแบบเด็กมีปัญหา ไม่เล่าเรียนหนังสือ แถมยังเกเรเกตุง และเริ่มการลักเล็กขโมยน้อย แม้ครั้งหนึ่งเขาเคยพยายามเปลี่ยนชีวิตด้วยการไปสมัครเป็นนาวิกโยธิน แต่ก็อยู่ไม่รอด ต้องหนีกลับบ้าน
แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่ว ประกอบกับการที่ไม่มีวุฒิการศึกษาเป็นชิ้นเป็นอัน พ่อหนุ่มดิลลินเจอร์หางานทำอะไรก็ไม่ได้ จนทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับพวกแก๊งค์โจรในย่านอินเดียนาโปลิส เริ่มจากแก๊งค์ของเอ็ด ซิงเกอร์ตัน ที่พาดิลลินเจอร์ไปขโมยของในร้านค้า

แต่การประพฤติตนเป็นโจรอย่างเต็มตัวครั้งแรกของดิลลินเจอร์ก็ไปไม่รอด คู่หูคู่ใหม่โดนจับได้ ซิงเกอร์ตันซึ่งสู้คดีอย่างแข็งขันได้รับการพิพากษาจำคุกเพียง 2 ปี ในขณะที่ดิลลินเจอร์ที่อุตส่าห์รับสารภาพตั้งแต่ต้นเจอเข้าไป 20 ปี แต่หลังจากอยู่ในซังเตนาน 8 ปีเศษ ก็ได้รับทัณฑ์บนให้ออกมาใช้ชีวิตภายนอกได้ตามปกติ
แต่นั่นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงดิลลินเจอร์ไปตลอดกาล

คุก..ทำให้หนุ่มอ่อนโลกกลายเป็นหนุ่มผู้แข็งแกร่ง รวมถึงการได้เพื่อนมากมายในนั้น ดิลลินเจอร์ทำความรู้จักกับโจรเก่งๆ หลายคน ดังนั้น เมื่อออกมาจากคุกได้ในกลางปี ค.ศ.1933 ก็นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเป็นจอมโจรของดิลลินเจอร์ ที่หลังจากนั้นก็ปล้นดะ โดยมีธนาคารใหญ่ๆ เป็นเป้าหมายหลัก
กลวิธีการปล้นของดิลลินเจอร์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาโด่งดัง เพราะจอมโจรมาดเนี้ยบคนนี้ไม่ค่อยธรรมดา เขาไม่ได้ใช้วิธีพกปืนไปปล้นอย่างโฉ่งฉ่าง แต่จะสุขุมกว่านั้น เช่น ปลอมตัวเป็นพนักงานขายระบบสัญญาณเตือนภัยเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก่อนจะปล้นเงียบ

หรือแม้แต่การปล้นแบบโฉ่งฉ่างของเขาก็ยังทำจนกลายเป็นตำนาน เพราะดิลลินเจอร์ผู้ฉลาดรอบคอบจะจัดทีมมาทำทีเป็นกองถ่ายภาพยนตร์ ที่กำลังถ่ายฉากปล้น ทำให้แม้จะมีผู้คนมากมายเห็นการปล้นธนาคาร แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะนึกไปว่าเป็นกองถ่ายหนัง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเงินของธนาคารได้ถูกฉกชิงไปเสียแล้ว พอเรื่องมาแดงทีหลัง แทนที่กระแสมหาชนจะด่าว่าเขา กลับพร้อมใจกันปรบมือให้ในความคิดสร้างสรรค์ที่ทำลายนายแบงค์นี้
อย่างไรก็ตาม ความสุขุม และฉลาดลึกของดิลลินเจอร์ก็ไม่ได้ช่วยให้รอดเสมอไป ตอนที่เข้าปล้นธนาคารในโอไฮโอ เมื่อ 22 กันยายน 1933 เขาก็ถูกจับจนได้ แต่ระหว่างที่ถูกจำขังอยู่ พรรคพวกจำนวนหนึ่งก็แหกคุกไปก่อน แล้วย้อนมาช่วยพาดิลลินเจอร์แหกคุกตามไปด้วย งานนี้สังเวยด้วยชีวิตนายอำเภอที่ถูกยิงดับไป 1 ศพ
ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 1934 ดิลลินเจอร์ก็เข้าซังเตอีกจนได้ คราวนี้เจ้าหน้าที่รัฐเอาไปขังไว้ที่คุกที่มีการดูแลอย่างแน่นหนา แต่ติดคุกได้ไม่ถึง 2 เดือน พ่อหนุ่มก็แหกคุกออกมาได้อีก ด้วยการทำปืนปลอมขึ้นมาจากไม้เอาไปหลอกขู่ผู้คุม และเช่นเคย กระแสมหาชนชื่นชมความสามารถของเขา

เจอเข้าไปหนักอย่างนี้ แถมการปล้นก็ไม่หยุดยั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องขอให้เอฟบีไอเข้ามาช่วยตามล่าดิลลินเจอร์และพรรคพวก งานนี้ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ส สั่งให้เจ้าหน้าที่พิเศษมือดีอย่างแซมมวล เอ คาวเลย์ และเมลวิน เพอร์วิสเข้าไปเป็นทีมไล่ล่า ซึ่งก็เหมือนการเล่มเกมแมวไล่จับหนู ที่มักจะฉิวเฉียด คลาดกันไปคลาดกันมาอยู่หลายที ดิลลินเจอร์ก็ยังหลบได้เรื่อยๆ จนได้รับฉายาว่าพ่อหนุ่มกระต่าย หรือ แจ๊ค แร็บบิต เพราะสามารถหนีตำรวจได้อย่างคล่องแคล่ว พอๆ กับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วในขณะปล้น

ในช่วงท้ายๆ ของการก่อวีรกรรม ดิลลินเจอร์สยายปีกตั้งแก๊งค์ใหญ่ในชิคาโก้ ในขณะที่เอฟบีไอที่ก็ตั้งศูนย์ไล่ล่าเขาอยู่ในเมืองเดียวกัน โดยพลพรรคในแก๊งค์ใหม่ของดิลลินเจอร์เอง ก็ถือเป็นคนดังในหมู่โจร เช่น โฮเมอร์ แวน เมเตอร์, เลสเตอร์ กิลลิส ที่มีฉายาว่าไอ้หน้าอ่อน (เบบี้เฟส) เนลสัน, เอ็ดดี้ กรีน, ทอมมี่ คาร์โรล ฯลฯ
แก๊งค์ที่มั่นคงนี้ทำการปล้นหนักในชิคาโก จนมีการติดประกาศจับ และให้ราคาค่าหัวดิลลินเจอร์และพรรคพวก และนั่นก็นำมาซึ่งจุดจบของวีรบุรุษจอมโจร เมื่อแม่เล้าชาวโรมาเนีย แอนนา เซก ผู้มีชนักติดหลังเรื่องเข้าเมืองผิดกฎหมายตัดสินใจแจ้งเบาะแสแก่ตำรวจ แลกกับการได้อยู่ในชิคาโกต่อ

แม่เล้าคนนี้รู้ดีว่า โสเภณีคนหนึ่งในเครือข่ายของเธอกำลังเป็นหวานใจคนใหม่ของดิลลินเจอร์ เมื่อเธอนำความลับไปแจ้งเอฟบีไอ ก็มีการเตรียมแผนจับกุมทันที โดยเธอได้แจ้งว่าดิลลินเจอร์นัดควงทั้งตัวแม่เล้า และโสเภณีคู่ขาของเขาไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ และสาวนกต่อคนนี้จะแต่งชุดแดงเป็นสัญลักษณ์ให้เอฟบีไอรู้
22 กรกรฎาคม 1934 วันมรณะของดิลลินเจอร์มาถึง เอฟบีไอปล่อยให้เขาเข้าไปดูหนังหย่อนอารมณ์เสียก่อน พร้อมตั้งทีมล้อมจับทันทีที่หนังจบ ซึ่งดิลลินเจอร์ก็มาตามนัด ขนาบข้างด้วยสองสาว และทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของตำรวจ จอมโจรก็รู้ด้วยสัญชาติญาณว่ากำลังงานเข้า ว่าแล้วก็รีบควักปืนออกมาเป็นเครื่องมือให้อุ่นใจ ก่อนจะวิ่งหนี แต่ไม่พ้นเอฟบีไอ 3 คนที่วิ่งตาม และส่งกระสุนไป 5 นัด ในจำนวนนี้ 3 นัดทะลุร่างวีรบุรุษแห่งยุคจนล้มคว่ำ สิ้นชื่อไปด้วยวัยเพียง 31 ปี ทิ้งตำนานจอมโจรไว้เบื้องหลัง และดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ทุกวันครบรอบการเสียชีวิตของเขา 22 กรกฎาคม ถือเป็นวันจอห์น ดิลลินเจอร์ที่บรรดาแฟนคลับจะไปรวมตัวกัน เดินระลึกถึงเขาไปบนเส้นทางแห่งการหนีครั้งสุดท้าย

ศพของดิลลินเจอร์ถูกนำกลับไปฝังที่บ้านเกิด และบ่อยครั้งที่มีแฟนคลับไปเยือนที่พักผ่อนตลอดกาลของเขา พร้อมกับแอบขโมยหินเหนือสุสานไปเป็นที่ระลึก ทำให้ต้องเปลี่ยนใหม่กันบ่อยๆ
ด้านพลพรรคจอมโจรนั้น หลังจากหัวหน้าแก๊งค์ลาโลก เจ้าหน้าที่ก็ตามล่าหัวสมาชิกที่เหลือ จนจับได้อีก 27 คน ส่วนคนดังที่สุดคือไอ้หน้าอ่อนเนลสันนั้น โดนยิงตายตามไปด้วย และนั่นก็ถือเป็นจุดจบของยุคที่เรียกว่ายุคแก๊งสเตอร์ครองเมืองของดิลิงเจอร์และพรรคพวก ยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เกิดจอมโจรมากมายหลายแก๊งค์ จนสื่อมวลชนเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคแห่งศัตรูของสาธารณะ หรือยุค Public Enemies ในช่วงปี 1931-1935 และล่าสุด คำว่า Public Enemies นี้ก็ได้กลายมาเป็นชื่อเรื่องของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ที่หยิบยกเรื่องราวของดิลลินเจอร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งก็จะเข้าฉายในช่วงเวลาแห่งการครบรอบการเสียชีวิตของเขาในเดือนนี้
สำหรับอเมริกาแล้ว นี่คือบทเรียนครั้งสำคัญในการปราบปรามเหล่าขุนโจรและจัดการกับความวุ่นวายอันเกิดจากพิษภัยเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งหลังจากการแก้ปัญหาในยุคนี้ ก็นำไปสู่การพัฒนา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเอฟบีไอ จนกลายเป็นหน่วยงานเลื่องชื่อลือนามในปัจจุบันนั่นเอง



 

 
เบื้องหลังงานสร้าง

ศัตรูธรรมดาสามัญ
ดิลลิงเจอร์สร้างแรงบันดาลใจให้กับงานสร้างภาพยนตร์


“ไม่มีร่องรอยชี้บอกถึงความแข็งแกร่งของเขา ไม่มีหลักฐานปรากฏต่อหน้าตำรวจที่มีอาวุธครบมือว่าเขาใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นในทัณฑสถาน เขาไม่มีทีท่าว่าจะเป็นอาชญากร...ถ้าเห็นเขาครั้งแรก...เขาก็ดูเหมือนชายหนุ่มที่น่าทึ่ง แม้เมื่อมองผ่านภาพยนตร์อันน่าประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการอันโลดโผน”

—Chicago Daily News รายงานเรื่องดิลลิงเจอร์ในการแถลงข่าว ณ เรือนจำเลกเค้าน์ตี้,
มกราคม ปี 1934

แม้จะมีบทความมากมาย, หนังสือ, บทเพลง และภาพยนตร์หลายเรื่องที่บอกเล่าถึงเรื่องราวที่น่าหลงใหลจากยุคสมัยที่สังคมเผชิญสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 แต่ ไมเคิล มานน์ มีความสนใจที่จะสำรวจยุคที่ชุลมุนสับสนผ่านประสบการณ์ของอาชญากรที่กลายมาเป็นฮีโร่สำหรับคนในยุคนั้นมานานแล้ว สำหรับชาวอเมริกันในต้นทศวรรษ 1930 ผู้ต้องเห็นเงินฝากที่พวกเขาเก็บมาทั้งชีวิต อันตรธานหายไป พวกเขากลายเป็นคนตกงาน และหิวโหย พวกเขาพบฮีโร่ในตัวชายที่ปล้นและท้าทายธนาคาร ซึ่งเป็นต้นเหตุของเศรษฐกิจพังพินาศ และรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ฮีโร่ผู้นั้นก็คือ จอห์น เฮอร์เบิร์ต ดิลลิงเจอร์
มานน์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับยุคสมัยนั้นมาแล้ว โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับโจรปล้นรถไฟและปล้นธนาคารที่มีชื่อเสียงอย่าง อัลวิน คาร์พิส ได้พูดถึงเสน่ห์ของดิลลิงเจอร์ว่า “ดิลลิงเจอร์ ซึ่งอาจจะเป็นโจรปล้นธนาคารที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน หนีรอดไปได้นาน 13 เดือน เขาได้รับทัณฑ์บนในเดือนพฤษภาคม ปี 1933 และเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 1934 เขาได้เสียชีวิตลง
“ในการปล้นธนาคาร” ผู้กำกับมานน์กล่าวต่อ “และเล่นเอาล่อเอาเถิดหลอกล่อรัฐบาล...สำหรับคนที่บอบช้ำจากพิษเศรษฐกิจ ราวกับเขาพูดแทนประชาชนเหล่านั้น เขาเป็นพวกนอกกฎหมายที่มีชื่อเสียง เป็นฮีโร่ที่ได้รับความนิยมมาก”
แม้จะไม่มีช่วงเวลาใดในชีวิตของดิลลิงเจอร์และคู่ปรับ เมลวิน เพอร์วิส ที่ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสุดธรรมดา แต่ทางทีมผู้สร้างมีความสนใจในช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะตามที่เขาได้จินตนาการเป็นเรื่อง Public Enemies ขึ้นมา “มันคือช่วงเวลา 14 เดือนในชีวิตของดิลลิงเจอร์ที่เปิดหน้าต่างให้กับพวกเราก้าวสู่การไหลมาบรรจบกันของพลังที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นในประวัติศาสตร์อเมริกัน” ผู้อำนวยการสร้าง เควิน มิสเชอร์ บอก “มีความผูกพันกันระหว่างจอห์น ดิลลิงเจอร์ ซึ่งอาจได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคนอเมริกันที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ 20 กับ เมลวิน เพอร์วิส คนของรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ และเจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ยักษ์ใหญ่แห่งประวัติศาสตร์อเมริกัน ทั้งสามคนนี้โลดแล่นไปในเรื่องราวของอำนาจและความตาย”
ในไม่ช้า หลังจากถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน ปี 1934 ดิลลิงเจอร์ดูจะเพลิดเพลินไปกับการปล้นธนาคารทั่วทั้งเขตมิดเวสต์ ซึ่งทำให้คนทั้งชาติหันมาสนใจ โดยเฉพาะเจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ และแผนกสืบสวนที่เพิ่งก่อตั้งของเขา
เพื่อตามล่าและจับตัวดิลลิงเจอร์ ฮูเวอร์ได้มอบหมายงานให้กับเจ้าหน้าที่หนุ่มคางเหลี่ยมที่ชื่อ เมลวิน เพอร์วิส ผู้ที่รูปร่างหน้าตาของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวาดการ์ตูน เชสเตอร์ กูลด์ ในการวาดหน้าตาให้กับตัวการ์ตูน ดิ๊ค เทรซี่ แต่ดิลลิงเจอร์และคนของเขาพิสูจน์ตัวแล้วว่าพวกเขาเจ้าเล่ห์แสนกลกว่าเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ซึ่งสุดท้ายสามารถจับตัวมาเฟียอย่าง พริตตี้ บอย ฟลอยด์ (แชนนิ่ง ทาทัม จากภาพยนตร์เรื่อง Fighting, ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง G.I. Joe: The Rise of Cobra)
เมื่อพวกเขาขุดเทคนิคต่างๆ ขึ้นมาใช้ ดิลลิงเจอร์และคนของเขาใช้จุดแข็งต่างๆ มาเป็นข้อได้เปรียบ เป็นความแข็งแกร่งที่ถูกลับให้คมด้วยช่วงเวลาหลายปีที่ติดอยู่ในคุก ซึ่งไร้กฎหมายเหมือนกับตัวพวกเขา อาวุธปืนอัตโนมัติรุ่นล่าสุด, ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีข้อบกพร่อง, รถฟอร์ด V8 ที่ใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี และความสามารถในการใช้คลื่นกระแสสังคมที่ต่อต้านธนาคารที่พวกเขาลงมือปล้น
ขณะที่พวกเขาอาจโต้เถียงกันในเรื่องรูปแบบวิธีของดิลลิงเจอร์ มีคนเพียงกลุ่มน้อยที่นั่งดูข่าวระหว่างการแสดงวันเสาร์ ที่จะไม่เห็นด้วยว่าในที่สุด ก็มีคนไปแหย่เจ้าแมวอ้วนที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเขา
เป็นอีกครั้งที่อาชญากรทำให้รัฐบาลขายหน้าในทุกระดับชั้น และสามารถหลบหนีจากสถานการณ์ที่ดูไม่น่าจะหลบหนีได้พ้น ซึ่งรวมถึงการพาลูกน้องแหกคุกรัฐอินเดียน่าในเดือนกันยายน ปี 1933, การหลบหนีจากเรือนจำเลกเค้าน์ตี้ ในคราวน์พอยต์, อินเดียน่า ในเดือนมีนาคม ปี 1934 และการหลบหนีพ้นจากมือของเพอร์วิสที่บ้านพักลิตเติ้ล โบฮีเมีย ในวิสคอนซินตอนเหนือในเดือนเมษายน ปี 1934 ขณะที่คนของเขาไม่เคยลังเลที่จะใช้ความรุนแรง แต่บ่อยครั้งที่ดิลลิงเจอร์ผู้กล้าหาญจะส่งเงินคืนให้ประชาชนในระหว่างการปล้นธนาคาร และเขาไม่เคยสบถคำหยาบต่อหน้าตัวประกันที่เป็นผู้หญิงเลย
ไม่ว่าจะเป็นผู้ยึดมั่นกฎหมายหรือพวกนอกกฎหมาย มานน์เข้าใจและซึมซับว่าความจริงนั้นแปลกประหลาดกว่านิยายมากนัก เรื่องราวของดิลลิงเจอร์และคนที่ตามล่าตัวเขานั้นเป็นแค่แรงบันดาลใจที่เขามองหาในโปรเจ็กต์ต่อไปของเขาเท่านั้น “ความเคลื่อนไหวและการรู้จักใช้เทคโนโลยีทำให้พวกเขาเป็นพวกที่เกือบจะไม่สามารถเอาชนะได้” มานน์บอก “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่มีหน่วยงานขนาดใหญ่หลายแห่งร่วมมือกันต่อต้านดิลลิงเจอร์ เป็นสิ่งที่ฮูเวอร์สร้างขึ้นในหน่วยเอฟบีไอ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกฎหมายระดับชาติแห่งแรก เป็นหน่วยต่อต้านอาชญากรรมข้ามรัฐแห่งแรก ด้วยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย และการจัดการกับข้อมูล พวกเขากำลังทำสิ่งที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในหน่วยงานกฎหมายในปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่ในยุคนั้นยังไม่เคยมีใครทำกันมาก่อนในประเทศแห่งนี้”
ฮูเวอร์ที่กำลังต่อสู้กับสภาคองเกรสที่เกิดความกังขาในเรื่องประสิทธิภาพของเอฟบีไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ฮูเวอร์เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ เริ่มโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดิลลิงเจอร์กลายเป็นฮีโร่ของประชาชนชาวอเมริกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่มีการศึกษาและผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดีของเขากลับทำคดีล้มเหลว เพื่อนร่วมงานหลายคนมองเขา ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกว่าเป็นพวกใส่สูทที่ไร้ประสบการณ์ และไม่ไว้ใจในวิธีการของเขา ฮูเวอร์ที่พยายามใช้เพอร์วิสและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ตามล่าอาชญากร ได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฝั่งตะวันตก ชาร์ลส์ วินสตีด และผู้ร่วมงานอีกสองคนเพื่อตามรอยดิลลิงเจอร์ และยังมีคำสั่งให้ตามจับตัวญาติ แฟนสาว และผู้ข้องเกี่ยวกับอาชญากร (เป็นความพยายามของเอฟบีไอ้ที่จะจริงจังกับการก่ออาชญากรรม)
ขณะที่หลบรอดพ้นมือกฎหมาย โจรหนุ่มได้เดินทางไปทั่วประเทศพร้อมกับแฟนสาวของเขา บิลลี่ เฟรเช็ทท์ พวกเขาใช้เงินไปกับความหรูหราของฟลอริด้า ในที่สุด โชคของดิลลิงเจอร์ก็หมดลงที่โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ ในชิคาโก้ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 1934 เมื่อการฉายภาพยนตร์เรื่อง Manhattan Melodrama จบลง เขาเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่ง ภายใต้การนำของเจ้าหน้าที่เพอร์วิส โดยความช่วยเหลือจากคนทรยศดิลลิงเจอร์รายหนึ่งที่มีฉายาว่า “สุภาพสตรีชุดแดง” (มาดามแอนนา เซจ แห่งชิคาโก้) ทำให้เขาลงเอยด้วยการมีกระสุนเป็นตับเจาะร่าง
ตำนานของดิลลิงเจอร์ยังคงเติบโต
เพื่อจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงฮีโร่ของพวกเขา แฟนๆ ที่เศร้าเสียใจได้จุ่มผ้าเช็ดหน้าของพวกเขาลงในสระน้ำที่มีเลือดของดิลลิงเจอร์ คนหลายพันคนต่อคิวที่ห้องเก็บศพเพื่อดูศพของเขา ตั้งแต่ฝูงชนที่อยากรู้อยากเห็นจนถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทุกคนล้วนแต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของตำนานอันยิ่งใหญ่นี้
คู่ปรับตัวเอ้ของดิลลิงเจอร์ เมลวิน เพอร์วิส ได้รับความดีความชอบ ไม่มีใครจะประสาทเสียกับความดีความชอบของเพอร์วิสในการเฉลิมฉลองการเสียชีวิตของดิลลิงเจอร์เท่ากับ เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ อีกแล้ว มิสเชอร์กล่าวว่า “ดิลลิงเจอร์โด่งดังเมื่อเขาโดนฆ่าตาย เพอร์วิสกลายเป็น ‘ชายที่ยิง จอห์น ดิลลิงเจอร์’ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่ลั่นไกปืนก็ตาม ผลก็คือ ฮูเวอร์เริ่มหงุดหงิดกับชื่อเสียงและการโห่ร้องต้อนรับที่ เมลวิน เพอร์วิส มือยิง ได้รับในสหรัฐอเมริกา และไล่เขาออกจากเอฟบีไอ”
สามในสี่ศตวรรษต่อมา สถานะของดิลลิงเจอร์ในฐานะอาชญากรผู้เป็นตำนานยิ่งได้รับการตอกย้ำให้มั่นคงมากขึ้น จากภาพลักษณ์ที่ดูคลาสสิกด้วยรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ เมื่อเขาโอบแขนไว้รอบตัวตัวประกันที่เขาชื่นชอบคนหนึ่ง จนถึงสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในผู้พักอาศัยที่โด่งดังที่สุดของชิคาโก้ ดิลลิงเจอร์ผู้เรียบร้อยและคล่องแคล่วยังคงเป็นบุคคลที่คนมากมายชื่นชม ไม่มีใครจะได้รับแรงบันดาลใจจากเขาได้เท่ากับชายผู้เติบโตห่างจากบ้านเกิดของดิลลิงเจอร์ในมัวร์สวิลล์, อินเดียน่าไม่ถึง 160 ไมล์ เขาผู้นั้นก็คือนักแสดงหนุ่มที่มีชื่อว่า จอห์นนี่ เด๊ปป์

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคนนอกกฎหมาย

การคัดเลือกตัวนักแสดง


“กฎข้อหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากวอลเตอร์ ดีทริช ก็คือ อย่าทำงานกับคนที่สิ้นหวัง”
—จอห์น ดิลลิงเจอร์

เมื่อต้องตัดสินใจว่านักแสดงคนไหนจะมาแสดงเป็นโจรนอกกฎหมายชื่อดังรายนี้ มานน์เลือกนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการทุ่มเทตัวเองให้กับบท เขาพบตัวละครที่มีความซับซ้อนอย่างที่เขาต้องการในการตีความตัว จอห์น ดิลลิงเจอร์ ในตัว จอห์นนี่ เด๊ปป์
“ลึกลงไปในแก่นแท้ของจอห์นนี่ มีความแข็งแกร่งอยู่” มานน์ให้ความเห็นไว้ “เมื่อเราเริ่มคุยกันเรื่องนี้ เขาบอกว่าเขาสนใจในตัวดิลลิงเจอร์มานานแล้ว และดิลลิงเจอร์เตือนให้เขานึกถึงคนหลายคนจากอดีตของเขา เขามีดิลลิงเจอร์อยู่ในตัว นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกได้ ทุกคนต่างมีด้านมืดอยู่ในตัว แต่การจะแสดงออกมาในภาพยนตร์ ดึงเอาความลึกนั้นออกมา นั่นคือความกล้าหาญอย่างมาก”
เด๊ปป์อธิบายถึงความสนใจที่เขามีต่อตัว ดิลลิงเจอร์ มานานว่า “ตลกดีนะ สมัยที่ผมยังเด็ก เคยมีอยู่ระยะหนึ่งที่ผมรู้สึกหลงใหลในตัว จอห์น ดิลลิงเจอร์ ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ ผมแค่...เขาเหมือนติดอยู่ในความฝันของผม แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อตัวดิลลิงเจอร์ และความจริงที่ว่าความหลงใหลนั้นยังคงสืบสานต่อมา มันคือบุคลิกลักษณะของเขานี่แหละ มันคือลักษณะของเขาในฐานะชายชาตรีคนหนึ่ง ย้อนกลับไปในสมัยที่ผู้ชายยังเป็นลูกผู้ชายจริงๆ ไม่ว่าจะดีหรือเลว เขาคือคนที่เขาเป็นจริงๆ โดยไม่มีการประนีประนอมใดๆ”
สำหรับมานน์ ความท้าทายในการเตรียมงานสร้างก็คือ “...ความพยายามที่จะทำให้ปี 1933 พลิกฟื้นมีชีวิตขึ้นมา มีชีวิตในแบบที่เป็นชีวิตของคุณในปี 2009 นี้ และไม่ใช่แค่ว่าหน้าตาของบ้านเมืองควรจะเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ยังความคิดของผู้คนด้วย ผู้ชายจีบผู้หญิงยังไงในปี 1933 อดีตนักโทษคิดยังไงเกี่ยวกับชีวิตและความตายในปี 1933 โลกวัตถุนิยมเป็นยังไงสำหรับคนที่หิวโหยและถูกปฏิเสธ ความสิ้นหวังปรากฏอยู่เต็มท้องถนน”
ในการเตรียมการถ่ายทำ มานน์ซึ่งตัดสินใจแล้วว่าจะถ่ายทำกันในโลเกชั่นจริงๆ ตามที่เรื่องเกิดขึ้น อย่างเช่นที่เรือนจำคราวน์พอยต์, ลิตเติ้ล โบฮีเมีย และที่ไบโอกราฟ ได้จัดหาเสื้อผ้าจริงๆ และบทความเกี่ยวกับดิลลิงเจอร์มามอบให้เด๊ปป์
เด๊ปป์สามารถใช้เวลาอยู่ในสถานที่ที่ “สุภาพบุรุษโจร” ผู้นี้มักจะไปเยือนอยู่บ่อยๆ และได้จับอาวุธที่ดิลลิงเจอร์เคยใช้ด้วย ข้อมูลบางส่วนที่เขามี มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเอง “ผมเคยอ่านหนังสือที่พูดถึงเขามามาก แต่นอกเหนือจากการค้นคว้าข้อมูลทั้งหมดแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นการแสดงด้วยสัญชาตญาณและความเข้าใจที่มีต่อชายผู้นี้” เด๊ปป์บอก “ผมรู้สึกผูกพันกับจอห์น ดิลลิงเจอร์ เหมือนเขาเป็นญาติคนหนึ่งของผม ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนมีสายเลือดเดียวกันกับผม เขาทำให้ผมนึกถึงพ่อเลี้ยงผม และยังเหมือนคุณปู่ของผมด้วย ดูเหมือนเขาเป็นหนึ่งในคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ผู้ชายยังเป็นลูกผู้ชายอยู่”
เด๊ปป์กล่าวต่อไปอีกว่า “ผมคิดว่าดิลลิงเจอร์รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ ผมเชื่อว่าเขาค้นพบตัวเองแล้ว และเขารู้สึกสุขใจกับความจริงที่ว่ามันคงไม่ใช่การเดินทางที่ยาวนาน แต่มันจะต้องเป็นการเดินทางที่มีความหมายสำคัญ”
นับแต่กลายเป็นดาวรุ่งของเอฟบีไอ จนถึงความต้องการที่จะออกลุยถ้าคิดจะจับตัวดิลลิงเจอร์ให้ได้ เพอร์วิสคือบทที่มีความซับซ้อนที่ คริสเตียน เบล มีความกระตือรือร้นที่จะตีบทให้แตก เบลมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของความรู้สึกขัดแย้งที่เขาเชื่อว่ามีอยู่ภายในตัวเพอร์วิส “เขาได้รับการยกย่องจากสื่อจนเป็นฮีโร่ และได้รับการยกย่องอย่างมาก” เบลบอก “แต่ผมว่าเพอร์วิสรู้สึกขัดแย้งในเรื่องทิศทางที่เอฟบีไอต้องทำเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น”
เบลยังพูดถึงความรู้สึกที่เขามีต่อปริศนาค้างคาในเรื่องที่เพอร์วิสจับตัวดิลลิงเจอร์ และกลยุทธ์ที่ไร้ความปรานีที่ฮูเวอร์นำมาใช้ “เพอร์วิสอาจไม่ค่อยพอใจมากนักในการตามล่าตัวดิลลิงเจอร์” เบลกล่าวเสริม “ในการตีความของผม ผมรู้สึกว่าตอนที่พวกนั้นจับตัวเขาได้ เพอร์วิสเชื่อว่าเขาต้องประนีประนอมตัวเองและค่านิยมของเขาในเรื่องที่ว่าเขาเกิดความสงสัยว่าในที่นี้ใครคือผู้แพ้กันแน่”
เช่นเดียวกับเด๊ปป์ เบลเองก็ทุ่มเทค้นคว้าข้อมูลมากมายเกี่ยวกับตัวละครที่เขาแสดง สำหรับ Public Enemies เบลและมานน์ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของเอฟบีไอในควอนติโก้, เวอร์จิเนีย และใช้เวลาอยู่กับอัลสตัน ลูกชายของเมลวิส เพอร์วิส เพราะไม่มีการบันทึกเสียงของเพอร์วิสเอาไว้ (เขาเสียชีวิตไปในปี 1960) แต่เบลก็เลือกที่จะใช้สำเนียงการพูดแบบคนใต้ของอัลสตัน มาเป็นสำเนียงที่เขาใช้พูดในภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์เรื่องนี้
เบล นักแสดงชายชาวเวลช์ ยังคงใช้เสียงพูดของตัวละครตลอดการถ่ายทำ และการอุทิศตัวให้กับบทของเขาส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ผู้อำนวยการสร้างมิสเชอร์อธิบายว่า “เมื่ออัลสตัน เพอร์วิสเดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายของเรา เราอยู่กันที่โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟที่ซึ่งดิลลิงเจอร์โดนยิงตาย อัลสตันบอกว่ามันคือค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เพราะมันเหมือนการได้เห็นพ่อของเขาฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง การมีตัวลูกชายของตัวละครที่เขาแสดงอยู่ มาบอกว่าไม่มีนักแสดงคนไหนอีกแล้วบนโลกใบนี้ที่เขาอยากเห็นมาแสดงเป็นพ่อของเขา มันคือคัมภีร์ล้ำค่าทางการแสดงของนักแสดงจริงๆ”
เพื่อเข้าใจในตัวบิลลี่ เฟรเช็ทท์ มานน์ได้ใช้เวลาไม่น้อยในการศึกษาประวัติของผู้หญิงคนนี้ที่กลายมาเป็นรักแท้ของดิลลิงเจอร์ “ผมพยายามคิดถึงชีวิตของบิลลี่ว่าเธอเป็นยังไง เธอทำอะไร และเธอผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้นมาได้อย่างไร” มานน์บอก “เธอทำงานเป็นพนักงานเก็บหมวกที่สตูเบน คลับ เธอเป็นหญิงสาวผู้ทะเยอทะยานจากเมืองเล็กๆ ที่หวังจะมาสร้างฐานะในชิคาโก้ สิ่งที่สำคัญมากคือการได้รับการเลี้ยงดูของเธอ ในฐานะอินเดียนแดง เธอเป็นเหมือนประชาชนชั้นสอง เป็นเหมือนคนนอก”
มาริยง โกติยาร์ด ผู้คว้ารางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง La Vie en Rose ได้รับเลือกจากมานน์ให้มารับบทนี้ “หลังจากผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง La Vie en Rose เราได้เจอกัน เท่านั้นแหละ” มานน์บอก
ในฐานะส่วนหนึ่งของการเตรียมงาน มานน์ได้ขอให้โกติยาร์ดไปพบกับกลุ่มภรรยา แฟนสาวของสมาชิกแก๊งค์มาเฟีย, นักเต้นระบำเปลื้องผ้า และสาวในบาร์ เพื่อฟังเรื่องราวของพวกเธอที่ต้องยืนอยู่เคียงข้างผู้ชายที่ชอบใช้ความรุนแรงเป็นประจำ “เขาอยากให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของการเป็นภรรยาของนักโทษ ผู้ไม่เคยรู้เลยว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องเจออะไรบ้าง” โกติยาร์ดอธิบาย
เพราะเฟรเช็ทท์เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสและคนพื้นเมืองของอเมริกัน (อินเดียนแดง) โกติยาร์ดจึงต้องใช้เวลาศึกษาวิธีออกเสียงพูดกับครู และยังต้องเดินทางไปเยือนค่ายของเผ่าเมโนมินี่ เพื่อเรียนรู้โลกที่แฟนสาวของดิลลิงเจอร์เติบโตมา ที่นั่น โกติยาร์ดได้พบกับสมาชิกหลายคนจากครอบครัวขนาดใหญ่ของเฟรเช็ทท์ และได้พูดคุยถึงชีวิตและความรักของบรรพบุรุษของพวกเขา เธอรู้สึกประทับใจจากสิ่งที่เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ รวมไปถึงเกี่ยวกับผู้ชายที่ทำให้เฟรเช็ทท์ต้องเข้าคุก และไม่เคยทรยศเขาเลย “มันสะเทือนอารมณ์มาก” โกติยาร์ดบอก “เมื่อคุณมีความรักแบบนั้น คุณไม่เคยหันหลังให้เพราะความกลัวที่เกิดจากทุกสถานการณ์ เพื่อจะอยู่กับชายที่เป็นโจร”
“ฝีมือของมาริยงอยู่ในระดับเหนือคนธรรมดา มันคือความทุ่มเท เป็นความทุ่มเทสุดตัวให้กับเวลานั้น เธอจะอยู่กับความเป็นจริงด้วยท่าทางที่ขยับตัวน้อยๆ สายตาที่เหลือบมอง แต่กลับให้ความลึกซึ้งและสมบูรณ์อย่างมาก” ผู้กำกับมานน์เอ่ยชม
เด๊ปป์ เพื่อนร่วมจอของเธอคือหนึ่งในคนจำนวนมากในกองถ่ายที่ประทับใจในการแสดงของโกติยาร์ด “ผมประทับใจในความทุ่มเทที่มาริยงมีต่อบิลลี่มาก” เด๊ปป์ให้ความเห็น “เธอใส่ใจในการแสดงอย่างเหมาะสม ทำให้บิลลี่แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างพอดี มาริยงขยันทำงานอย่างหนักทั้งในเรื่องสำเนียงการพูด และการทุ่มเทให้กับบทอย่างสุดกำลัง ผมชอบเธอมาก ทั้งส่วนตัวและในฐานะคนที่จะร่วมแสดงไปด้วยกัน”
สำหรับผู้รับบทสมทบในโลกของดิลลิงเจอร์อย่าง เฟรเช็ทท์และเพอร์วิส มานน์เลือกนักแสดงระดับแถวหน้าของโลก และที่เข้ามารับบทเป็นลูกน้องคนสนิทสองคนของดิลลิงเจอร์ ก็คือนักแสดงชาวออสเตรเลีย เดวิด เวนแฮม และเจสัน คล๊าร์ก ผู้รับบทเป็น แฮร์รี่ “พีท” เพียร์ปอนต์ และจอห์น “เร็ด” แฮมิลตัน ขณะที่นักแสดงชาวอังกฤษ สตีเฟ่น แกรห์ม รับบทเป็นเบบี้ เฟซ เนลสัน
ที่เข้ามารับบทเป็นบรรดาลูกน้องของดิลลิงเจอร์ และเพื่อนร่วมก่ออาชญากรรมที่โด่งดังของเขา ได้แก่ นักแสดงชาวอเมริกันอย่าง สตีเฟ่น ดอร์ฟฟ์ ในบทโฮเมอร์ แวน เมเตอร์ นักฆ่าไร้อารมณ์, จอห์น ออร์ทิซ ในบท ฟิล ดีแอนเดรีย เจ้าพ่ออาชญากรระดับสูง, จิโอวานนี่ ริบิซี่ ในบท อัลวิน คาร์พิส โจรปล้นรถไฟและโจรลักพาตัว, แชนนิ่ง ทาทัมในบทพริตตี้ บอย ฟลอยด์, คริสเตียน สโตลท์ จาก Stranger Than Fiction รับบท ชาร์ลส์ มักลี่ย์ ฆาตกรเลือดเย็น และสเปนเซอร์ การ์เร็ตต์ จาก 21 รับบทมือขวาของเบบี้ เฟซ เนลสันที่ชื่อ ทอมมี่ คาร์โรลล์
สำหรับบทสมาชิกแก๊งค์มาเฟียชิคาโก้ และสาวๆ มานน์ได้ทาบทาม จอห์น ไมเคิล โบลเกอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง War of the Worlds ให้มารับบทเป็น มาร์ติน ซาร์โกวิช ตำรวจอีสต์ชิคาโก้ที่ฉ้อฉล, บิลล์ แคมป์ในบท แฟรงก์ “ดิเอนฟอร์ซเซอร์” นิตตี้ หรืออัล คาโปนแห่งยุคนั้น, โดมีนิค ลอมบาร์ดอซซี่ จาก Miami Vice รับบทกิลเบิร์ต คาทีน่า มือขวาของนิตตี้, ปีเตอร์ เจอเร็ตตี้ จาก Changeling รับบทหลุยส์ ปิเก็ตต์ ทนายที่เป็นกระบอกเสียงของชิคาโก้, บรังก้า เคติค รับบทมาดามแอนนา เซจ หรือเป็นที่รู้จักดีในฐานะคนทรยศดิลลิงเจอร์ ผู้มีฉายาว่า “สุภาพสตรีชุดแดง” และลีลี โซบีเอสกี้ จากภาพยนตร์เรื่อง 88 Minutes รับบท พอลลี่ แฮมิลตัน เด็กของแอนนา เซจ
อีกด้านหนึ่งของกฎหมาย ได้แก่ บิลลี่ ครูดัพ ในบทชายหนุ่มที่เป็นหน้าเป็นตาของหน่วยเอฟบีไอที่เพิ่งก่อตั้ง เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์, โรรี่ คอชแรน ในบทคาร์เตอร์ บาวม์ เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของเมลวิน เพอร์วิส, สตีเฟ่น แลงในบท ชาร์ลส์ วินสตีด เจ้าหน้าที่จากฝั่งตะวันตก, แม็ตต์ เครเว่น จากภาพยนตร์เรื่อง Disturbia และดอน ฟราย จากภาพยนตร์เรื่อง Miami Vice รับบทเจ้าหน้าที่จากฝั่งตะวันตก เจอร์รี่ แคมป์เบลล์ และแคลเรนซ์ เฮิร์ต, ชอว์น ฮาโตซี่ จาก Alpha Dog รับบทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเมดาล่า, จอห์น ฮูเกนแน็กเกอร์ จาก Barefoot to Jerusalem รับบทเจ้าหน้าที่เคล็กก์, เดวิด วอร์ชอฟสกี้ จากภาพยนตร์เรื่อง Taken รับบทพัสดีเรือนจำเลกเค้าน์ตี้ที่ชื่อ เบเกอร์ และเอมิลี่ เดอ ราวิน จากซีรีส์เรื่อง Lost รับบทแอนนา แพ็ทซ์กี้ ตัวประกันในธนาคารที่หันมาเข้าพวกกับดิลลิงเจอร์

ประวัติศาสตร์แก๊งค์โจร

การออกแบบและถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Public Enemies


“คุณคงอยากรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน พวกโง่ดักดาน?
คุณเดินผ่านเขาไปบนท้องถนน คุณกลัวเกินกว่าจะมองไปรอบๆ เขาก็นั่งอยู่ในรถบูอิคสีดำคันนั้นไง”
—บิลลี่ เฟรเช็ทท์
ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดที่มานน์ต้องเจอ ก็คือการเปลี่ยนอเมริกาในศตวรรษที่ 21 ให้ย้อนกลับไปสู่โลกในช่วงต้นทศวรรษ 1930 เพราะมีฉากให้ต้องตกแต่งมากถึง 114 ฉาก ทีมศิลปกรรมของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงต้องเริ่มทำงานกันตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำจะเกิดขึ้น นอกเหนือจากการสร้างฉากแล้ว มานน์ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องถ่ายทำกันตามสถานที่จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะดิลลิงเจอร์และแก๊งค์ของเขาเดินทางไปทั่วทั้งมิดเวสต์ ขณะที่พวกเขาเพลิดเพลินกับการปล้นธนาคาร กองถ่ายของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงต้องเดินทางตามเขาไปด้วย
มานน์ ที่นอกจากจะเป็นมือเขียนบทและผู้กำกับแล้ว เขายังเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีความกระตือรือร้น เขาได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าสำหรับดิลลิงเจอร์และแก๊งค์ของเขาแล้ว เป็นเรื่องง่ายแค่ไหนที่จะหลบหนีไปพร้อมกับสมบัติทั้งหมดเมื่อพวกเขาลงมือปล้น “ตำรวจรัฐอินเดียน่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียง 27 นายที่ดูแลทั้งรัฐอินเดียน่า” มานน์บอก “เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายเป็นคนท้องที่ เงินเดือนน้อย กินอยู่อย่างยากลำบาก และพวกเขาไม่คุยกับคนอื่น พวกเขาไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในเขตปกครองที่อยู่ติดๆ กันถ้าคนเขาไม่เอามาพูดกันตามบาร์หรือคาเฟ่ ถ้าคุณเป็นแก๊งค์โจรปล้นแบงก์ คุณสามารถปล้นธนาคารในอินเดียน่า จากนั้นก็เดินข้ามเขตรัฐไปยังอิลลินอยส์ และกลับบ้านได้อย่างเป็นอิสระ ไม่มีกฎหมายควบคุมการก่ออาชญากรรมข้ามรัฐ และไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นกองกำลังส่วนกลางด้วย”

ที่สิงสถิตย์ของดิลลิงเจอร์

ถึงแม้จะต้องผ่านการซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง แต่สถานที่จริงที่ดิลลิงเจอร์เคยไปเยือนนั้นก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน โชคดีที่ทางกองถ่ายได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่สามแห่งที่ดิลลิงเจอร์เคยไปเยือน เรือนจำเลกเค้าน์ตี้ในคราวน์พอยต์ รัฐอินเดียน่า, ลิตเติ้ล โบฮีเมีย ลอดจ์ในมานิโตวิช วอเตอร์ส รัฐวิสคอนซิน และโรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ ที่ลินคอล์นอะเวนิว ในชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์
ก่อนการหลบหนีอย่างอาจหาญของดิลลิงเจอร์ในรถส่วนตัวของนายอำเภอ ลิลเลี่ยน ฮอลลี่ย์ (ลิลี่ เทย์เลอร์ จากซีรีส์ Six Feet Under) (หลังจากเขาแกะปืนไม้จากกระดานซักผ้า) เรือนจำเลกเค้าน์ตี้ได้ดิลลิงเจอร์มาเป็นแขกอย่างไม่เต็มใจนัก นาธาน โครว์ลี่ย์ โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ได้พูดถึงโลเกชั่นแห่งนี้ว่า “ตรงบริเวณส่วนด้านหน้าที่เป็นบ้านของนายอำเภอฮอลลี่ย์ สภาพทรุดโทรมมาก ขณะที่ตรงส่วนด้านหลัง ซึ่งก็คือตัวเรือนจำ ทั้งสนิมขึ้นและสึกกร่อน เราไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก มันยังคงมีทางเดินของจริง และสภาพภูมิทัศน์ของจริงอยู่”
หนึ่งในภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของดิลลิงเจอร์คือรูปที่ถ่ายที่เรือนจำแห่งนี้ ดิลลิงเจอร์ยิ้มหน้าเหยเกขณะยืนพิงไหล่อัยการ โรเบิร์ต เอสทิลล์ (อลัน ไวลเดอร์ จากPrison Break) มันเป็นรูปถ่ายที่ทำลายอนาคตทางการเมืองที่กำลังเบ่งบานของเอสทิลล์ และเพราะว่ารูปถ่ายเรือนจำแห่งนี้ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนกลางทั่วๆ ไป) เป็นรูปที่ถ่ายระหว่างมีการแถลงข่าวครั้งสำคัญ ทีมของโครว์ลี่ย์จึงสามารถจำลองพื้นที่เหล่านั้นออกมาได้อย่างถูกต้อง แต่เพราะไม่มีรูปถ่ายภายในตัวห้องขัง การตกแต่งภายในห้องขังจึงเกิดขึ้นจากจินตนาการมากกว่า
ที่ลิตเติ้ล โบฮีเมีย ล็อดจ์ในฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1934 เจ้าหน้าที่จากชิคาโก้และที่สำนักงานของเอฟบีไอที่เซนต์ปอล ได้ล้อมจับดิลลิงเจอร์และแก๊งค์ เพียงเพื่อจะโดนหลอกล่อจนดิลลิงเจอร์และพวกหนีไปได้อีกครั้ง ดิลลิงเจอร์พร้อมด้วยเบบี้ เฟซ เนลสัน, โฮเมอร์ แวน เมเตอร์ และเร็ด แฮมิลตัน ปล้นธนาคารแห่งหนึ่งและหนีไปซ่อนตัวที่วิสคอนซินตอนเหนือ การสาดกระสุนปืนใส่กันอย่างดุเดือดที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้คนในท้องที่รายหนึ่งเสียชีวิต นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอคาร์เตอร์ บาวม์ยังเสียชีวิตลงด้วยฝีมือของเนลสัน ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานได้ถ่ายทำที่ลิตเติ้ล โบฮีเมีย หลังจากที่ดิลลิงเจอร์หลบหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปได้ในครั้งนั้นนานถึง 74 ปี
เกสต์เฮ้าส์อัลไพน์คือสถานที่ท่องเที่ยวที่ปัจจุบันถูกเปิดเป็นร้านอาหาร และต้องผ่านการปรับแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศของยุค 1930 ให้กลับคืนมา จากการจำลองห้องของแก๊งค์ดิลลิงเจอร์ และการปลูกพุ่มไม้เตี้ยๆ ลงที่พื้น ทีมออกแบบพิถีพิถันกับการทำให้ลิตเติ้ล โบฮีเมียดูเหมือนที่เคยเป็นสมัยยุครุ่งเรืองของดิลลิงเจอร์
“เราไม่เพียงแต่สามารถถ่ายทำกันในสถานที่จริงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังในห้องจริงของเขาด้วย” มานน์เปิดเผยข้อมูล “ก็เหมือนที่คุณจินตนาการไว้ มันเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่าง มีการสอดประสานเข้ากัน เมื่อ จอห์นนี่ เด๊ปป์ นอนอยู่บนเตียงที่ จอห์น ดิลลิงเจอร์ เคยนอนอยู่จริงๆ เมื่อเขาวางมือลงจับที่จับประตู และดึงประตูเปิดออก มันคือลูกบิดอันเดียวกับที่ดิลลิงเจอร์เคยจับและเปิดจริงๆ”
สมาชิกแก๊งค์ทุกคนของดิลลิงเจอร์สามารถหลบหนีไปจากลิตเติ้ล โบฮีเมียได้ และเหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายมาเป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์ของเอฟบีไอ ลิตเติ้ลโบฮีเมียในปัจจุบันเป็นที่เก็บรักษาสัญลักษณ์และของที่ระลึกจากเหตุการณ์ดวลปืนของดิลลิงเจอร์ อาทิเช่น รูกระสุนปีน หน้าต่างที่แตกหัก แม้กระทั่งกระเป๋าของสมาชิกบางคนในแก๊งค์ ซึ่งพวกเขาไม่มีเวลาเก็บมันไปเพราะต้องรีบหนี มันคือช่วงเวลาที่มานน์บอกว่าเป็น “วันอันมืดมิดสำหรับ เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ และเอฟบีไอ”
ดอริส โรเจอร์ส ล็อคเกอร์แมน ผู้ช่วยของเมลวิน เพอร์วิส มีส่วนช่วยอย่างมากในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาและผู้คนในยุคนั้นให้กับทีมนักแสดงและทีมงาน ตามที่ ล็อคเกอร์แมน วัย 92 ปีบอก แก๊งค์ของดิลลิงเจอร์ถืออาวุธหนักไว้ขณะแอบอยู่ข้างตัวถังรถระหว่างที่พวกเขาหลบหนีจากธนาคาร พวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ทรหดอดทนมาก ตามที่ล็อคเกอร์แมนบอก
ในทางตรงกันข้าม เธอบอกว่าเจ้าหน้าที่เอฟบีไอในเวลานั้นเป็นพวกนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี และมีความสามารถทางด้านกีฬา แต่พวกเขาไม่ได้เติบโตมาอย่างทรหดอดทนเหมือนพวกอาชญากรในแก๊งค์ของดิลลิงเจอร์ ชายหนุ่มพวกนั้นจึงมีข้อได้เปรียบในเรื่องของร่างกายและความทนทาน
มันมีความหมายอย่างมากสำหรับนักแสดงผู้รับบทเป็นเพอร์วิสที่ได้มาทำงานในสถานที่แห่งเดียวกับที่ตัวละครของเขาเคยทำ คริสเตียน เบลรู้สึกเช่นนั้นในป่าใกล้ๆ กับโบฮีเมีย “เมื่อคุณได้เห็นสถานที่จริง คุณเกิดความนับถือมัน” เบลบอก “มันช่วยได้มากที่ได้มายืนอยู่ในจุดเดียวกัน และรู้ว่าคุณอยู่ในป่าเดียวกันกับเขา แค่ได้นั่งเงียบๆ สักพัก เหมือนกับชายที่คุณกำลังแสดงอยู่ นี่คือตำแหน่งที่เขายิงปืนออกไปจริงๆ และถูกยิงกลับมาด้วย”
ประวัติศาสตร์ได้พูดถึงเหตุการณ์ความพ่ายแพ้ที่เกือบจะทำให้เพอร์วิสโดนไล่ออก จากความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จของเอฟบีไอ ณ โรงแรมแห่งนั้น ผู้อำนวยการสร้างมิสเชอร์กล่าวว่า “มีอันตราย พวกเขาเดินเข้าไปในตรอกที่เป็นทางตันกับคนที่สามารถต่อสู้ด้วยมือเปล่าและมีอาวุธ นั่นคือตัวแบ่งแยกระหว่างเรื่องที่ว่าเมลวิน เพอร์วิสมีความสามารถพอหรือไม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคำตอบให้ เขาเป็นผู้นำภารกิจที่จับตัว จอห์น ดิลลิงเจอร์ ได้ และให้ผลลงเอยที่ประสบความสำเร็จ ภารกิจสำเร็จแล้ว”
สถานที่ที่โด่งดังที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือโรงภาพยนตร์ไบโอกราฟที่ลินคอล์น อะเวนิว ในชิคาโก้ ตามที่โครว์ลี่ย์บอก ถนนเส้นนี้ “ผ่านการตกแต่งเยอะที่สุด ปัจจุบันถนนเส้นนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะมากนับแต่ทศวรรษ 1930 ถนนเส้นนี้ซึ่งผ่านการย้อนเวลาแล้วนั้นเป็นผลพวงจากการผสมผสานทั้งข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าและการออกแบบ”
การผสมผสานระหว่างรถโบราณ ถนนที่ปูด้วยหิน การตกแต่งหน้าร้านค้าแบบยุค 1930 และยานพาหนะต่างๆ ให้ภาพที่สมจริงและชวนขนลุกในค่ำคืนของวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 1934 คืนที่ จอห์น ดิลลิงเจอร์ ถูกทรยศโดย “สุภาพสตรีชุดแดง” และโดนคนของเพอร์วิสยิงตาย
ไม่มีใครจะช็อคกับเหตุการณ์นี้เท่ากับตัวดิลลิงเจอร์อีกแล้ว ขณะที่เขารู้ว่าหนทางหนีของเขามาถึงทางตัน แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตเขาจะจบลงเร็วเช่นนี้ มานน์อธิบายให้ฟังว่าทำไมดิลลิงเจอร์ถึงได้รู้สึกผ่อนคลายกับการเดินปะปนไปกับผู้คนในที่โล่ง “ความสามารถที่เป็นธรรมชาติของดิลลิงเจอร์ การที่เขารู้จักใช้การประชาสัมพันธ์ตัวเอง ทำให้เขาเป็นที่นิยม และทำให้เขาสามารถซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนได้ มีคนมากมายที่เจอเขา เห็นเขา แต่คนพวกนั้นไม่เคยทรยศเขา จนกระทั่ง “สุภาพสตรีชุดแดง” ปรากฏตัว
แต่ก่อนอื่น คงต้องมาปูพื้นความหลังกันสักหน่อย แอนนา เซจเป็นผู้อพยพจากยุโรปตะวันออก ผู้หนีออกมาจากซ่อง และมีปัญหากับกองตรวจคนเข้าเมือง เพราะไม่อยากถูกส่งตัวกลับประเทศ เซจจึงให้ข้อมูลกับเพอร์วิสและเอฟบีไอว่าดิลลิงเจอร์จะไปดูหนังแก๊งสเตอร์เรื่อง Manhattan Melodrama (นำแสดงโดยคล๊าร์ก เกเบิล และเมอร์น่า ลอย) ที่โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟในคืนนี้ และในฐานะที่เป็นคนทรยศ เซจจึงมีรหัสที่ใช้เรียกเธอว่า “สุภาพสตรีชุดแดง” เมื่อเธอยืนอยู่ด้านนอกของโรงภาพยนตร์ ถ้าคุณอยากรู้ คืนนั้นเซจแต่งกายในชุดสีส้ม แต่แสงไฟทำให้ดูเหมือนเธอใส่ชุดแดง ตั้งแต่นั้นมา คำๆ นี้ได้ถูกนำมาใช้เรียกผู้หญิงจอมปลิ้นปล้อน
เมื่อดิลลิงเจอร์เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ โดยมี พอลลี่ แฮมิลตัน ซึ่งเป็นแฟนของเขาในเวลานั้น ขนาบด้านหนึ่ง และมีเซจขนาบอยู่อีกด้าน เพอร์วิสได้จุดซิการ์ส่งสัญญาณให้กับเจ้าหน้าที่ทั้งหลายเพื่อบอกว่าคนร้ายได้ปรากฏตัวให้เห็นแล้ว ภายในเวลาไม่กี่วินาที ดิลลิงเจอร์รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และชักปืนของเขาออกมา แต่มันสายเกินไป เขาโดนยิงสามครั้ง และล้มลงเสียชีวิตในตรอกที่อยู่ห่างจากโรงภาพยนตร์เพียงไม่กี่ฟุต
เมื่อทีมงานสร้างเหตุการณ์นั้นขึ้นมาใหม่ มานน์รู้สึกตื่นเต้นที่สุด เขาอธิบายถึงขั้นตอนการทำงานว่า “เราสร้างถนนตรงหน้าโรงภาพยนตร์ไบโอกราฟขึ้นมา เราออกแบบมันใหม่ เพื่อให้สามารถจัดฉากจุดที่ดิลลิงเจอร์อยู่ตอนที่เขาตาย เป็นพื้นที่ตารางฟุตเดียวกับจุดบนทางเท้าที่เขาเสียชีวิต ดังนั้นเมื่อ จอห์นนี่ เงยหน้าขึ้นมอง เขาได้เห็นภาพสุดท้ายที่ดิลลิงเจอร์ได้เห็นเหมือนกัน นั่นมีความหมายกับนักแสดงอย่างมาก และต่อผู้กำกับด้วย เพื่อค้นหาตัวคุณเองในสภาพแวดล้อมนั้น ที่ซึ่งคุณสามารถหยุดความไม่เชื่อของคุณเอาไว้ และดื่มด่ำไปกับความมหัศจรรย์ของช่วงเวลานั้น”
จอห์นนี่ เด๊ปป์เห็นด้วย ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เขาจะต้องร้องว้าว เมื่อเห็นฉากที่โรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ “ไม่ว่ามองไปทางไหน มันคือปี 1934” เด๊ปป์บอก “สุดเหลือเชื่อที่ได้มายืนอยู่ตรงหน้าโรงภาพยนตร์ไบโอกราฟ ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหน มันก็คือปี 1934…ตั้งแต่ถนนหนทางจนถึงด้านหน้าร้านค้าต่างๆ จนถึงแสงไฟ ทุกรายละเอียดล้วนแต่ถูกเก็บให้อยู่ในยุคนั้น ผมต้องยกย่องไมเคิลในเรื่องนี้จริงๆ ความใส่ใจที่เขามีต่อรายละเอียดนั้นยากจะหาใครเทียบได้”

การปล้นในวิสคอนซิน

โลเกชั่นอื่นๆ ของ Public Enemies ยังรวมถึงอีกหลายเมืองในวิสคอนซิน อาทิเช่น โคลัมบัส, มิลวอกี้, แมดิสัน, ดาร์ลิงตัน, โอชคอช และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับการถ่ายทำ มานน์และโครว์ลี่ย์เฝ้ามองหาตึกเก่าและถนนเก่าๆ ที่สามารถแปลงสภาพให้กลายเป็นปี 1933 – 1934 ได้
ในกรณีของโอชคอชและโคลัมบัส การถ่ายทำเกิดขึ้นโดยใช้งบสร้างไปไม่มากนัก เนื่องจากหลายช่วงตึกในย่านดาวน์ทาวน์ต้องถูกแปลงสภาพเพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทำ ผลงานทั้งหมดนี้สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือจากเหล่าผู้จัดการและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ของเมือง ขณะที่ตารางการถ่ายทำในสถานที่เหล่านี้นานกว่าที่อื่นๆ แต่ปัญหาต่างๆ กลับมีน้อยที่สุด
โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าว่า “ดิลลิงเจอร์ปล้นธนาคารตามเมืองเล็กๆ เราจึงต้องการสถานที่เล็กๆ ที่ไม่ได้ผ่านการปรับแต่งให้ดูทันสมัยขึ้น หรือร้านค้าใหญ่ๆ ที่ยากจะทำลายได้ โคลัมบัสมีความภาคภูมิใจกับพื้นที่ย่านดาวน์ทาวน์ที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมือง เราแค่หมุนนาฬิกาให้ย้อนเวลากลับไปเท่านั้น นั่นหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่พื้นถนน สัญญาณไฟจราจร ป้ายสัญญาณต่างๆ และการตกแต่งหน้าร้านค้า”
“เรามีร้านค้ากว่า 30 ร้านให้ต้องจัดการในโคลัมบัส ดังนั้นเราจึงมองหาสถานที่ที่ยินดีจะให้ความช่วยเหลือ และอยากให้เราไปทำงานที่นั่นจริงๆ” โครว์ลี่ย์เล่า ในทำนองเดียวกัน การปล้นธนาคารถูกจัดฉากขึ้นทั้งภายในและด้านนอกของตึกแห่งหนึ่งในโอชคอช เพราะฉากนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับการหลบหนี ด้านหน้าร้านค้าต้องถูกตกแต่งให้เหมาะสมกับช่วงเวลา”

การถ่ายทำในชิคาโก้

ระหว่างการปล้น บ่อยครั้งที่ดิลลิงเจอร์แวะมาเยี่ยมเยียนชิคาโก้ มีหลายต่อหลายฉากทีเดียวที่ต้องไปถ่ายทำกันที่นั่น ฉากสำนักงานใหญ่ส่วนใหญ่ รวมถึงฉากอพาร์ตเม้นต์ ถูกสร้างอย่างลงตัวในชิคาโก้ กองถ่ายเดินทางไปในย่านเดียวกันนั้นหลายครั้งเพื่อจับภาพและอารมณ์ของที่นั่น ตัวอย่างเช่น การมาถึงของเจ้าหน้าที่จากดัลลัสเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟของชิคาโก้ โดยมีรถไฟไอน้ำโบราณของจริงถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำ โครว์ลี่ย์กล่าวว่า “เราถ่ายทำกันที่ถนนสายใหญ่ในชิคาโก้ เพื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองแห่งนี้”
สำหรับมานน์และดังเต้ สปินน็อตติ ผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกับมานน์มาแล้วถึง 5 ครั้ง เป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวที่จะต้องถ่ายทำฉากดราม่าในยุค 30 โดยไม่ทำให้มันดูเหมือนภาพยนตร์ย้อนยุค มานน์อธิบายว่า “สิ่งที่ผมพยายามทำใน Public Enemies คือการเลี่ยงทุกสิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการประดิษฐ์อารมณ์ย้อนยุค เป็นการประดิดประดอยเพื่อทำให้ทุกอย่างดูเก่า ถ้าเรามีชีวิตอยู่ในเช้าของวันอังคารที่ 17 มีนาคม ปี 1934 ทุกอย่างมันกะทันหันไปหมด ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าคุณ มันคือวันที่ฝนตก อากาศเย็น และมันเกิดขึ้นในชิคาโก้ และมันมีสีสัน ดูเหมือนมันจะสั่นสะท้าน และเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก มันทำให้ผมจินตนาการถึงการไปอยู่ตรงนั้น”
ขณะที่อยู่ในชิคาโก้ (และตลอดการถ่ายทำ) สปินน็อตติและมานน์ ใช้กล้อง HD เกือบจะในทุกฉากที่พวกเขาถ่ายทำกัน อุปกรณ์ชิ้นนี้ยังรวมถึงกล้องโซนี่รุ่นใหม่ HDC-F23 สี่ตัว และกล้อง XDCAM-EX1 ผู้กำกับภาพสปินน็อตติกล่าวว่า “มีการผสมผสานการใช้กล้องมือถือ เป็นการโคลส-อัพภาพใบหน้าของนักแสดง ทั้งหมดนี้ถ่ายทำด้วยเลนส์ยาว แต่ในการทำงานแบบเดียวกัน เราต้องจับภาพให้ได้อย่างน้อยก็ด้านหนึ่งของฉากนั้น ทำให้เกิดอารมณ์เร่งด่วนกะทันหันตามเวลาจริง และให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับวิธีที่เราใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้”
อารมณ์ฉับพลันทันใดนี้ยังขยายไปถึงความคิดที่พวกเขามีต่อการจัดแสงของฉากต่างๆ ด้วย เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดแสงสภาพแวดล้อม สปินน็อตติเล่าว่า “เรามักจะนึกอยู่ในใจเสมอถึงความเป็นจริงของสถานการณ์นี้ เราต้องการนำเสนอช่วงเวลานั้นและแสดงให้เห็นว่าฉากนั้นเป็นอย่างไรในแบบที่รุกเร้า เป็นจริง ดังนั้นเราจึงจัดแสงฉากนี้ทั้งฉาก แต่เราแทบไม่ได้จัดแสงช็อตนั้นเลย นักแสดงต้องดูลงตัวเมื่อพวกเขาต้องถ่ายภาพโคลส-อัพ ซึ่งถูกบันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องที่ถ่ายภาพโคลส-อัพ ขณะที่กล้องอีกตัวกำลังจับภาพโคลส-อัพของนักแสดงอีกคน”

เงื้อมมือของกฎหมาย

การฝึกฝนเพื่อการแสดง


“ผมเกรงว่าสไตล์ของเราอาจไม่สามารถทำงานนี้ให้สำเร็จลงได้
ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผมคงต้องขอถอนตัวจากงานนี้
ผมกำลังพาคนของผมไปโดนฆ่าตาย”

—เมลวิน เพอร์วิส

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการคงไว้ซึ่งความสมจริงถูกต้องของภาพยนตร์เรื่อง Public Enemies ก็คือการได้รับความร่วมมือจากเอฟบีไอระหว่างการถ่ายทำ ตั้งแต่ เบ็ทซี่ กลิ๊ค ซึ่งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ จนถึงทีมเจ้าหน้าที่ เดล เชลตัน และรอยเด้น อาร์ ไรซ์ จากหน่วยงานที่ชิคาโก้ เอฟบีไอมีส่วนสำคัญในงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาช่วยหาเอกสารบันทึกข้อเท็จจริงในคดีของดิลลิงเจอร์ รวมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างการจัดหาเฟอร์นิเจอร์ในยุคสมัยนั้น และตู้เก็บเอกสารสำหรับฉากสำนักงานของเอฟบีไอ
เชลตันซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอาวุธ ได้พบกับมานน์และทีมงานจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกเขาเดินทางมาเยือนสำนักงานเอฟบีไอในชิคาโก้เพื่อเยี่ยมชมห้องเก็บอาวุธ เชลตันยังไปอยู่ที่กองถ่ายเกือบทุกวันเพื่อให้แน่ใจถึงความสมบูรณ์ของฉากที่มีความเกี่ยวพันกับเอฟบีไอ รวมถึงยังต้องทำงานกับทีมงานที่ดูแลเรื่องอาวุธในฉากที่ต้องดวลปืนกัน มานน์ยังให้เชลตันมารับบทเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอในหลายต่อหลายฉากด้วย
ตามที่เชลตันบอก “จากเรื่องต่างๆ ที่ผมได้อ่านมา ความหมายของเจ้าหน้าที่ในอุดมคติของฮูเวอร์ก็คือคนที่มีความเฉียบคม ร่างกายฟิตสมบูรณ์ และสามารถลุยในเวลาที่จำเป็น พวกเขายังต้องสามารถทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน และมีทักษะในการสื่อสาร เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถสอบปากคำผู้คนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็น”
เมื่อได้ มิค กูลด์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอาวุธและกลยุทธ์มาทำงานด้วย มานน์จึงได้ส่งนักแสดงที่รับบทเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ และสมาชิกของแก๊งค์โจรปล้นธนาคาร ไปฝึกวิธีการจับและยิงปืน รวมถึงการขับรถโบราณ และพฤติกรรมอีกหลายอย่างที่เกี่ยวพันกัน บทบาทของนักแสดงแต่ละคนเรียกร้องพลังกายค่อนข้างสูง ซึ่งรวมถึงการวิ่ง การที่ต้องพกอาวุธปืนที่มีน้ำหนักมาก
แม้ว่าเด๊ปป์กับเบลจะเคยฝึกเรื่องการใช้อาวุธปืนมาจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่ไม่นานพวกเขาก็รู้ตัวว่าเทคนิคการยิงปืนที่จำเป็นต้องใช้ใน Public Enemies แตกต่างออกไป เจ้าหน้าที่เชลตันอธิบายว่า “ในระหว่างยุคสมัยนั้น เมื่อคุณยิงปืนพก คุณจะยิงด้วยมือเดียว ไม่เคยมีใครคิดจะยิงด้วยสองมือด้วยซ้ำ ไม่มีใครใช้สองมือยิงจนกระทั่งในยุค 1940 เมื่อมีการคิดกันว่ามันน่าจะเป็นรากฐานในการยิงที่มั่นคงมากกว่าถ้าใช้สองมือ แทนที่จะใช้มือเดียว นอกจากนี้ ท่าของคุณก็ต่างออกไปด้วย มันเป็นท่าในแบบเล็งยิงเข้าเป้ามากขึ้น กลยุทธ์ทั้งหมดนั้นมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ตลอดหลายปีมานี้”
มิสเชอร์รู้สึกประทับใจที่แก๊งค์ของดิลลิงเจอร์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างง่ายดายทั้งๆ ที่ต้องถืออาวุธหนักขนาดนั้น สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เขารู้ดีว่านักแสดงที่ต้องมารับบทเหล่านี้ มีความยากลำบากรออยู่เบื้องหน้าเพื่อทำให้การยิงปืนของพวกเขาออกมาดูสมจริงที่สุด มิสเชอร์อธิบายว่า “ถ้าคุณลองดูปืนที่ดิลลิงเจอร์และแก๊งค์ของเขาถืออยู่ มันจะเป็นปืนที่มีน้ำหนักมาก อาจจะหนักสักประมาณ 80, 90 ปอนด์ แล้วพวกเขาก็ต้องหลบอยู่ข้างรถขณะที่โดนตามล่าหลังปล้นธนาคาร”
เด๊ปป์ได้พิสูจน์ตัวแล้วว่าเขาเป็นคนเรียนรู้ได้เร็วในระหว่างเตรียมตัวแสดง “ส่วนใหญ่แล้ว ผมต้องใช้ปืนธอมป์สันปี 1921 และปืน .45 อีกสองกระบอกในภาพยนตร์เรื่องนี้” เด๊ปป์บอก “ผมต้องเตรียมตัวเยอะมาก ผมเคยยิงปืนมาตั้งแต่ตอนอายุ 5 หรือ 6 ขวบ ผมก็เลยได้เปรียบอยู่แล้วในเรื่องปืน ผมได้ยิงปืนธอมป์สันและ .45 สองกระบอก” เด๊ปป์บอกอย่างอายๆ “เมื่อคุณมีปีศาจร้ายอย่างนั้นรัดติดตัว และคุณยิงมันจนหมดแม็ก มันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ”
เบลได้รับข้อมูลจากทางการเป็นอย่างดีในเรื่องที่ว่าตัวละครของเขาทำและไม่ทำอะไรบ้าง เขากล่าวว่า “ประสบการณ์ของผมกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ยังรวมถึงวันอันน่าทึ่งที่ผมได้ตระเวนไปทั่วควอนติโก้กับไมเคิล และได้เห็นอาวุธจริงๆ ที่เคยถูกใช้ในเหตุการณ์ของดิลลิงเจอร์ เราเลือกข้อมูลและได้พูดคุยกันถึงระเบียบปฏิบัติของยุคใหม่กับยุคเก่า และสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับเพอร์วิส พวกเขาช่วยเราได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อระหว่างการถ่ายทำในชิคาโก้ หลายคนยังแต่งชุดเพื่อมาแสดงเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย”
อย่างไรก็ดี เบลไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับดิลลิงเจอร์และคู่ปรับของเขา “ผมพบว่าเราได้เล่าให้พวกเขาฟังถึงข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเพอร์วิส” เบลกล่าวเสริม “ในบันทึกของเอฟบีไอ มีประวัติหลายส่วนของเขาที่โดนลบทิ้งไป”

เสื้อผ้า หน้า ผม และการออกแบบรถ


“หาคนที่ยอมพูด เจ้าหน้าที่เพอร์วิส ผู้ต้องสงสัยต้องถูกสอบปากคำ ‘อย่างเข้มงวด’
แบบร้อนฉ่า ห้ามใจอ่อนอย่างเด็ดขาด เราก้าวสู่ยุคใหม่แล้ว เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์
ยิงตรง ใช้วิธีที่เหมาะสม ก็เหมือนที่เขาพูดกันในอิตาลีตอนนี้...
‘ถอดถุงมือขาวออกได้แล้ว’”

—เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์

แผนกอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมแบบยุค 1930 ก็คือแผนกผมและแต่งหน้า, แผนกเสื้อผ้า และรถ ความสวยงามถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมานน์ เมื่อเขาอยากจะเน้นให้เห็นว่าดิลลิงเจอร์ได้ออกจากคุกหลังจากที่ต้องใส่ชุดสีเทามานานเกือบสิบปีเต็ม และก้าวเข้าสู่โลกใหม่อย่างไร เมื่อเขามาถึงชิคาโก้ ดิลลิงเจอร์ได้พบชีวิตที่มีสีสันและยั่วยวนอย่างไม่น่าเชื่อ เขาต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง ในตอนนี้
“สภาพแวดล้อมต่างๆ ดูดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่ดิลลิงเจอร์เคยอยู่” มานน์บอก “ความเป็นอยู่ในอดีตของเขาค่อนข้างจะยากลำบาก และบรรดาผู้คุมทั้งหลายก็ค่อนข้างจะโหดร้ายทารุณ การที่เขาได้มาอยู่บนถนนในปี 1933 และจู่ๆ ก็มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ มีรถขับ และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น มันเหมือนความบ้าคลั่ง เขามีชีวิตที่มีความสุขในวันนี้ แล้วทำไมต้องเป็นห่วงวันพรุ่งนี้ด้วย”

เสื้อผ้า หน้า ผม

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทรงผมในยุคสมัยนั้นจึงเป็นไปในแบบที่เน้นในเรื่องของความจำเป็นมากกว่าจะเป็นไปตามแฟชั่น เอ็มมานูเอล มิลลาร์ หัวหน้าแผนกทรงผม ได้กล่าวถึงยุคสมัยนั้นว่า “มีหลายคนที่เปิดร้านตัดผมในเซ็นทรัลปาร์ก เก็บค่าโกนหนวดและตัดผมแค่ห้าเซนต์ ผู้ชายอาจจะแค่อยากเช็ดทำความสะอาดที่บริเวณหลังหู ใส่หมวก แล้วก็เดินจากไป พวกเขาไม่ได้คิดมากเรื่องหนวดเครา ในยุค 30 คุณจะไม่ค่อยได้เห็นทรงผมดีๆ มากนัก ผู้คนก็แค่อยากตัดผม แล้วก็ไป”
อย่างไรก็ดี เด๊ปป์ใช้การปรับแต่งรูปหน้าหลากหลายเพื่อช่วยการแสดงของเขา รวมถึงรอยมีดบาดที่ด้านหลังศีรษะ และมีการติดหนวดปลอมเป็นครั้งคราว
โชคยังดีที่ทางทีมงานมีรูปของ บิลลี่ เฟรเช็ทท์ ทำให้พวกเขาสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับโกติยาร์ดได้ เจน กัลลี่ หัวหน้าแผนกแต่งหน้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงโฉมให้กับโกติยาร์ด เล่าว่า “เพราะบิลลี่เป็นแค่พนักงานเก็บหมวก เราจึงแต่งหน้าย้อนยุคให้เธอในแบบที่ไม่ต้องทำให้เธอดูสวยเลิศมากนัก แต่ในสมัยนั้น ผู้หญิงมักจะทาเล็บ เขียนคิว ทาปาก ไม่ว่าพวกเธอจะทำงานอะไรก็ตาม” กัลลี่ยังกล่าวเสริมอีกว่า สีแดงคือสีที่นิยมใช้ในการทาเล็บและทาปากในยุคสมัยนั้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ พวกเธอไม่นิยมจูบผู้ชาย เพราะสมัยนั้นลิปสติคมีราคาแพงมาก ผู้หญิงเลยไม่อยากให้ลิปสติคลบเลือนไปง่ายๆ
ดิลลิงเจอร์เป็นได้ทุกอย่าง ยกเว้นผู้ชายที่ดูเรียบง่าย รสนิยมที่ชอบของดีมีคุณภาพของเขายังรวมถึงการเลือกหาเสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วย มานน์บอกว่า “ดิลลิงเจอร์เคยมีปมด้อยในชีวิตที่เขาโดนปฏิเสธในคุก และเขาต้องมีทุกอย่าง...ในเวลานี้ เขาเป็นคนโก้หรู เขาเป็นพวกทันแฟชั่น เขารู้ว่าอะไรเป็นที่นิยม ทั้งในเรื่องเสื้อผ้าและเรื่องของท่าทางการพูดคุย เรารู้เรื่องนี้เพราะรูปถ่ายจากยุคสมัยนั้น และจดหมายที่เขาเขียนถึงหลานๆ และน้องสาวของเขา”
คอลลีน แอ็ทวู้ด ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของสองรางวัลออสการ์ ได้รับมอบหมายให้สร้างภาพลักษณ์ให้กับทีมนักแสดงกลุ่มใหญ่ ตั้งแต่ชุดสูทของดิลลิงเจอร์ และเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงของเฟรเช็ทท์ และเสื้อผ้าที่ตัดเย็บมาอย่างดีของเพอร์วิส
เด๊ปป์ได้พูดถึงประสบการณ์ในการทำงานของเขากับแอ็ทวู้ดว่า “คอลลีน แอ็ทวู้ดคือคนที่ผมยินดีจะทำงานด้วยทั้งบนจอและนอกจอมาตลอด 20 ปีหลังมานี้ เธอเปรียบได้กับผู้วิเศษ เธอน่าทึ่งมาก กับตัวละครทุกตัว คุณย่อมมีไอเดียว่าเขาคือใคร โดยเฉพาะคนอย่างจอห์น ดิลลิงเจอร์ กับคอลลีนแล้ว คุณไม่ต้องพูดอะไรสักคำ คุณเดินเข้าไปในห้อง แล้วเธอก็จะแต่งตัวให้คุณเอง”
มาริยง โกติยาร์ดเห็นด้วยกับภาพลักษณ์ของบิลลี่ที่แอ็ทวู้ดจินตนาการเอาไว้ “ตอนคุณเห็นรูปถ่ายของเธอ วิธีที่เธอทำผม คุณจะรู้เลยว่าบิลลี่เป็นผู้หญิงง่ายๆ เธอมีรสนิยมในเรื่องความสวยความงามก็จริง แต่เราพบว่าเสื้อผ้าของเธอจะมีความเรียบง่าย เป็นของสวยๆ งามๆ ที่ไม่ถึงกับดูมอซอ และไม่ถึงกับดูหรูหราเกินไป”

รถโบราณ

ภาพอันน่าตื่นตาที่สุดในหนังเรื่องนี้ ยังรวมถึงเรื่องของรถโบราณด้วย เบลน เคอร์เรียร์ ผู้ประสานงานเรื่องการจัดหารถ และหัวหน้าของเขา ฮาวเวิร์ด แบชแรช เริ่มค้นหารถโบราณในเขตมิดเวสต์ (และทั่วทั้งประเทศ) เพื่อนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้
เคอร์เรียร์อธิบายว่า Public Enemies ลงเอยด้วยการต้องใช้รถที่ถือว่าเป็นรถคันเอกมากกว่า 20 คัน ขณะที่ต้องมีรถอื่นๆ ถูกจอดไว้เป็นแบ็คกราวน์มากถึง 1,000 ถึง 1,500 คัน ถึงแม้ว่ารถโบราณส่วนใหญ่จะมีรูปทรงที่เป็นเหลี่ยมเป็นมุม แต่พวกเขาต้องหารถอีกสไตล์หนึ่งด้วย “ไมเคิล มานน์ชอบสไตล์ที่มีส่วนโค้งมน ซึ่งถูกใช้ตั้งแต่ปี 1933 ถึงปี 1935” เคอร์เรียร์บอก
เครื่องยนต์ในรถเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ดิลลิงเจอร์สามารถหลบหนีไปได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เคอร์เรียร์อธิบายว่า “เครื่องยนต์วี 8 แฟล็ทเฮด ซึ่งถูกผลิตออกมาในปี 1932 กลายเป็นของดังในปี 1933 เพราะฝีมือของสองโจร ไคลด์ บาร์โรว์ และจอห์น ดิลลิงเจอร์ ทั้งคู่เขียนจดหมายไปถึงฟอร์ดโดยแสดงความพอใจที่มีต่อรถรุ่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาใช้มันขับหลบหนีการจับกุม พวกเขาสามารถหนีพ้นมือตำรวจและทุกคนได้”
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีได้ขับรถเหล่านี้ เบลบอกว่า “เอฟบีไอไม่มีรถมากนัก เพราะพวกเขาไม่มีอำนาจมากพอจะเรียกร้องให้มีการซื้อรถให้เจ้าหน้าที่ทุกคน บ่อยครั้งพวกเขาต้องขอยืมรถของคนอื่น เป็นเรื่องตลกมากถ้ามองสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้เผชิญอยู่ และปัญหาที่พวกเขาต้องแก้ให้ได้ เมื่อพวกเขาขับรถไปยังลิตเติ้ล โบฮีเมีย รถของพวกเขาสองคันเกิดพัง พวกเขาต้องให้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เกาะรถที่วิ่งอยู่กลางอากาศหนาวเย็นกลางดึก พวกเขาแทบทนเกาะรถไม่ไหวด้วยซ้ำ เพราะนิ้วมือแข็งไปหมดเมื่อพวกเขาไปถึงที่หมาย”
ความสนใจหลงใหลที่ผู้คนมีต่อยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะเรื่องราวของ จอห์น ดิลลิงเจอร์ ไม่เคยจางหายไปเลยตลอดหลายสิบปีมานี้ มีการสร้างสารคดี รายการข่าวเกี่ยวกับพวกเขาออกมาอยู่เรื่อยๆ และคนทั้งชาติยังคงมีความสุขกับการติดตามเรื่องราวของศัตรูของทางการจากยุค 1930 ผู้นี้ โดยพวกเขายังคงแวะเวียนกันไปดูรถคันที่ดิลลิงเจอร์เคยใช้ รวมไปถึงข้าวของอีกมากมายจากยุคนั้น


ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานโดยความร่วมมือกับรีเลทิวิตี้ มีเดีย ผลงานการสร้างของฟอร์เวิร์ด พาสส์/ มิสเชอร์ ฟิล์มส์ โดยความร่วมมือกับไทร์บีก้า โปรดักชั่นส์ และแอ๊ปเปียน เวย์ ภาพยนตร์ของไมเคิล มานน์ ผลงานการแสดงของจอห์นนี่ เด๊ปป์ เรื่อง Public Enemies ซึ่งร่วมแสดงนำโดยคริสเตียน เบล, มาริยง โกติยาร์ด, บิลลี่ ครูดัพ, สตีเฟ่น ดอร์ฟฟ์, สตีเฟ่น แลง ดนตรีประกอบเป็นฝีมือการประพันธ์ของเอลเลียต โกลเดนธัล, มิวสิค ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้แก่ บ็อบ บาดามิ และเคธี่ เนลสัน, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ คอลลีน แอ็ทวู้ด, ผู้อำนวยการสร้างร่วม ได้แก่ ไบรอัน เอช คาร์โรลล์, กุสมาโน่ ซีซาเร็ตติ และเควิน เดอ ลา นอย Public Enemies ลำดับภาพโดยพอล รูเบลล์, เอซีอี และเจฟฟรีย์ ฟอร์ด, เอซีอี, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ได้แก่ นาธาน โครว์ลี่ย์, ผู้กำกับภาพ ได้แก่ ดังเต้ สปินน็อตติ, เอเอสซี, เอไอซี ภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือของไบรอัน เบอร์โรห์ ผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ จี แม็ค บราวน์ Public Enemies อำนวยการสร้างโดย เควิน มิสเชอร์ และไมเคิล มานน์ บทภาพยนตร์เป็นฝีมือของ โรแนน เบ็นเน็ตต์ และไมเคิล มานน์ และแอนน์ ไบเดอร์แมน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ไมเคิล มานน์ © 2009 Universal Studios www.publicenemies.net

ประวัตินักแสดง


จอห์นนี่ เด๊ปป์ (JOHNNY DEPP) รับบท จอห์น ดิลลิงเจอร์

เมื่อเร็วๆ นี้ จอห์นนี่ เด๊ปป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 3 จากภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากบทบาทเดียวกันนี้
เด๊ปป์ยังรับบทเป็นกัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์ ในภาพยนตร์ชุด Pirates of the Caribbean โดยเขากลับมารับบทนี้เป็นครั้งที่ 3 ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: At World’s End หลังจากภาพยนตร์ภาคที่ 2 Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest ทำรายได้ไปมากกว่า $1 พันล้านเหรียญ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 3 เด๊ปป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรก จากการรับบทเป็นกัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์ จากภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl
เด๊ปป์ได้รับทั้งคำชมจากนักวิจารณ์ และเป็นที่นิยมในหมู่คนดูจากบทบาทการแสดงอันโดดเด่นในภาพยนตร์ที่อยู่ในความทรงจำหลายต่อหลายเรื่อง ในปี 2005 เขาร่วมงานกับผู้กำกับเบอร์ตันในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ตลกหรือภาพยนตร์เพลง และเขายังได้ร่วมงานกับ ทิม เบอร์ตัน ในภาพยนตร์เรื่อง Corpse Bride ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยมในปี 2006 และในปี 2004 เด๊ปป์ร่วมแสดงกับจอห์น มัลโกวิช และซาแมนธา มอร์ตัน ในภาพยนตร์ของลอว์เรนซ์ ดันมอร์ เรื่อง The Libertine โดยเขารับบทเป็นกวีจอมเจ้าชู้แห่งศตวรรษที่ 17 จอห์ฯ วิลม็อท ท่านเอิร์ลแห่งโรเชสเตอร์
เด๊ปป์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 2 รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ, ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมนักแสดง และรางวัลบัฟต้าจากการรับบทเป็น เจเอ็ม แบร์รี่ ในภาพยนตร์ของมาร์ค ฟอร์สเตอร์ เรื่อง Finding Neverland ซึ่งเด๊ปป์แสดงนำร่วมกับเคต วินสเลต และเฟร็ดดี้ ไฮมอร์
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเด๊ปป์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของเดวิด โค๊ปป์ เรื่อง Secret Window, ภาพยนตร์ของโรเบิร์ต ร็อดริเกซ เรื่อง Once Upon a Time in Mexico, ภาพยนตร์ของอัลเบิร์ตและอัลเลน ฮิวจ์ส เรื่อง From Hell, ภาพยนตร์ของเท็ด เด็มมี่ เรื่อง Blow, ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของแลสส์ ฮอลล์สตรอม เรื่อง Chocolat, ภาพยนตร์ของจูเลี่ยน ชนาเบล เรื่อง Before Night Falls, ภาพยนตร์ของแซลลี่ พ็อตเตอร์ เรื่อง The Man Who Cried, ภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง Sleepy Hollow, ภาพยนตร์ของโรมัน โปลันสกี้ เรื่อง The Ninth Gate และภาพยนตร์ของเทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง Fear and Loathing in Las Vegas
เด๊ปป์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงที่เป็นสุดยอดฝีมือที่สุดในกลุ่มนักแสดงยุคนี้ จากบทบาทการแสดงของเขาในภาพยนตร์ของ ไมก์ นีเวลล์ เรื่อง Donnie Brasco ที่เขาร่วมแสดงกับอัล ปาชิโน่ เด๊ปป์ยังแสดงนำในภาพยนตร์ของจิม จาร์มุสช์ เรื่อง Dead Man และในภาพยนตร์ของเจเรมี่ เลเว่น เรื่อง Don Juan DeMarco
เป็นเพราะบทบาทการแสดงอันน่าประทับใจของเด๊ปป์ในภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง Edward Scissorhands ที่สร้างชื่อให้เขาจนกลายเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ด และยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมด้วย นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ จากภาพยนตร์รักเรื่อง Benny & Joon ซึ่งกำกับโดย เจเรไมอาห์ เอส เชชิก เด๊ปป์ได้กลับมาร่วมงานกับทิม เบอร์ตัน อีกครั้งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม เรื่อง Ed Wood
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเด๊ปป์ได้แก่ ภาพยนตร์ของแลสส์ ฮอลล์สตรอม เรื่อง What’s Eating Gilbert Grape, ภาพยนตร์ของเอเมอร์ คุสตูริก้า เรื่อง Arizona Dream และภาพยนตร์ของ จอห์น แบ็ดแฮม เรื่อง Nick of Time
เด๊ปป์ยังแสดงนำและประเดิมงานกำกับเรื่องแรก โดยเขาได้ร่วมแสดงกับมาร์ลอน แบรนโด้ ในภาพยนตร์เรื่อง The Brave ซึ่งสร้างจากนิยายของเกรกอรี่ แม็คโดนัลด์
เด๊ปป์จะมีผลงานใหม่เป็นภาพยนตร์ของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม เรื่อง The Imaginarium of Doctor Parnassus, เขายังรับบทเป็น แม็ดแฮ็ตเตอร์ ในภาพยนตร์ของเบอร์ตัน เรื่อง Alice in Wonderland และแสดงนำในเรื่อง The Rum Diary ซึ่งสร้างจากหนังสือนิยายเรื่องแรกของฮันเตอร์ เอส ธอมป์สัน จากการกำกับของ บรูซ โรบินสัน เขายังให้เสียงพากย์ในผลงานของกอร์ เวอร์บินสกี้ เรื่อง Rango

คริสเตียน เบล (CHRISTIAN BALE) รับบทเมลวิน เพอร์วิส

คริสเตียน เบลที่เกิดในเวลส์ เติบโตในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เขาประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Empire of the Sun
ผลงานภาพยนตร์ของเบล ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ Henry V, The Portrait of a Lady, The Secret Agent, Metroland, Velvet Goldmine, All the Little Animals, American Psycho, Shaft, Captain Corelli’s Mandolin, Reign of Fire, Laurel Canyon, The Machinist, Batman Begins, The New World, The Prestige, Harsh Times, Rescue Dawn, 3:10 to Yuma, The Dark Knight และ Terminator Salvation
หลังจากนี้ เบลจะแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง The Fighter ซึ่งเขาร่วมแสดงกับมาร์ก วอห์ลเบิร์ก

มาริยง โกติยาร์ด (MARION COTILLARD) รับบทบิลลี่ เฟรเช็ทท์

มาริยง โกติยาร์ด นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ มีชื่อเสียงในเรื่องของความทุ่มเทให้กับงาน และกล้าท้าทายตัวเองด้วยบทบาทใหม่ๆ
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 นี้ โกติยาร์ดจะแสดงนำในภาพยนตร์ของร็อบ มาร์แชลล์ เรื่อง Nine แต่เริ่มเดิมที เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นละครเวที โดยเป็นละครเพลงที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง 8 ½ ของเฟเดอริโก เฟลลินี่ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โกติยาร์ดรับบทเป็น ลุยซ่า ภรรยาของกุยโด ตัวละครของแดเนียล เดย์-ลูอิส ทีมนักแสดงหญิงคนอื่นๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ นิโคล คิดแมน, เพเนโลปี้ ครูซ, เคต ฮัดสัน, เดมจูดี้ เดนส์ และโซเฟีย ลอเรน
เมื่อเร็วๆ นี้ โกติยาร์ดเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์ของคาริม ดริดี้ เรื่อง The Last Voyage of Lancaster ซึ่งสร้างจากนิยายเรื่อง “The Last Flight of the Lancaster” โดยเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในยุค 1930 ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โกติยาร์ดรับบทเป็นผู้หญิงที่ออกเดินทางไปตามหาสามีหลังจากเครื่องบินของเขาหายสาบสูญไปในซาฮาร่า
อีกไม่นาน โกติยาร์ดจะเริ่มต้นงานถ่ายทำภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง Inception ภาพยนตร์ไซไฟ แอ็กชั่น ทริลเลอร์ โดยโกติยาร์ดต้องประกบบทบาทกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดตัวฉายวันที่ 16 กรกฎาคม ปี2010
ในปี 2005 โกติยาร์ดได้รับรางวัลซีซาร์ จากการรับบทสมทบในภาพยนตร์เรื่อง A Very Long Engagement ซึ่งเธอร่วมแสดงกับออเดรย์ โตตู ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของโกติยาร์ด ได้แก่ ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จเรื่อง Taxi, ภาพยนตร์ของริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง A Good Year ซึ่งโกติยาร์ดประกบบทกับ รัสเซลล์ โครว์, ภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตันเ รื่อง Big Fish ซึ่งเธอร่วมแสดงกับยูเว็น แม็คเกรเกอร์

บิลลี่ ครูดัพ (BILLY CRUDUP) รับบทเจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์

เมื่อเร็วๆ นี้ บิลลี่ ครูดัพรับบทเป็นดร.แมนฮัตตัน ในภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายภาพเรื่อง “Watchmen” ภายใต้การกำกับของแซ็ค สไนเดอร์
ครูดัพยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของ Mission: Impossible ภายใต้การกำกับของผู้กำกับ เจเจ อับรามส์ และภาพยนตร์เรื่อง Trust the Man ที่เขาร่วมแสดงกับจูลีแอนน์ มัวร์ เขายังแสดงนำในภาพยนตร์แฟนตาซีแนวตลกของโคลัมเบีย พิคเจอร์ส เรื่อง Big Fish ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ ทิม เบอร์ตัน เขายังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Charlotte Gray ที่เขาร่วมแสดงกับเคต แบลนเช็ตต์ และเรื่อง World Traveler ที่เขาร่วมแสดงกับจูลีแอนน์ มัวร์ ก่อนหน้านั้น ครูดัพแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้คำวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Jesus’ Son โดยเขาร่วมแสดงกับ ซาแมนธา มอร์ตัน, ฮอลลี่ ฮันเตอร์ และเดนิส เลียรี่ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ คาเมรอน โครว์ เรื่อง Almost Famous และในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง Waking the Dead เขายังร่วมแสดงกับแมนดี้ มัวร์ในภาพยนตร์เรื่อง Dedication และร่วมแสดงกับแม็ตต์ เดม่อน และแอนเจลิน่า โจลี่ ในภาพยนตร์เรื่อง The Good Shepherd
ครูดัพเริ่มประเดิมแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ในผลงานการกำกับของแบร์รี่ เลอวินสัน เรื่อง Sleepers ซึ่งเขามีโอกาสได้ประกบบทกับโรเบิร์ต เดอ นีโร, แบร็ด พิตต์ และเจสัน แพทริค เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลน เรื่อง Everyone Says I Love You และแสดงนำในภาพยนตร์ของ แพ็ต โอ คอนเนอร์ เรื่อง Inventing the Abbotts ครูดัพยังรับบทนำในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม เรื่อง Without Limits เรื่องราวของสตีฟ พรีฟอนเทน นักวิ่งระยะไกลผู้เป็นตำนาน และร่วมแสดงนำกับวูดี้ ฮาร์เรลสัน ในภาพยนตร์เรื่อง The Hi-Lo Country

สตีเฟ่น ดอร์ฟฟ์ (STEPHEN DORFF) รับบทโฮเมอร์ แวน เมเตอร์

สตีเฟ่น ดอร์ฟฟ์คือหนึ่งในนักแสดงผู้เป็นที่ยอมรับนับถือมากที่สุดในฮอลลีวู้ด โดยเขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับแถวหน้าของวงการมาแล้วมากมาย
ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าของโฟกัส ฟีเจอร์ส เรื่อง Somewhere ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยโซเฟีย คอปโปล่า เขายังอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ตลกของโซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง Born to Be a Star ซึ่งเขารับบทเป็นดิ๊ค ชาโดว์ ดาราหนังโป๊ผู้เป็นตำนาน
ดอร์ฟฟ์ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้เรื่องใหม่ที่มีชื่อว่า Black Water Transit ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของโทนี่ เคย์ เมื่อเร็วๆ นี้ ดอร์ฟฟ์แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Felon ซึ่งเขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างด้วย ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของดอร์ฟฟ์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน เรื่อง World Trade Center, ภาพยนตร์ของ ลี แดเนียลส์ เรื่อง Shadowboxer, ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของดิสนีย์ เรื่อง Cold Creek Manor ซึ่งกำกับโดย ไมก์ ฟิกกิส, ภาพยนตร์ดราม่าของสก็อตต์ คัลเวิร์ต เรื่อง Deuces Wild, ภาพยนตร์ตลกของ จอห์น วอเตอร์ส เรื่อง Cecil B. DeMented ดอร์ฟฟ์ได้รับรางวัลเอ็มทีวี จากการรับบทผู้ร้ายในภาพยนตร์เรื่อง Blade
ผลงานอื่นๆ ของดอร์ฟฟ์ ได้แก่ Entropy และ Blood and Wine ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แจ็ค นิโคลสัน เขายังร่วมแสดงกับฮาร์วี่ย์ ไคเทล ในภาพยนตร์เรื่อง City of Industry ดอร์ฟรับบทเป็นบีเทิลส์คนที่ 5 ในภาพยนตร์ของเอียน ซอฟต์ลี่ย์ เรื่อง Backbeat และรับบทเป็นแคนดี้ ดาร์ลิ่ง ในภาพยนตร์เรื่อง I Shot Andy Warhol

สตีเฟ่น แลง (STEPHEN LANG) รับบทชาร์ลส์ วินสตีด

สตีเฟ่น แลงมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในแวดวงละครเวทีและภาพยนตร์ และยังเคยได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย
ผลงานทางด้านภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ บทนำในภาพยนตร์เรื่อง Last Exit to Brooklyn, Tombstone และ Gettysburg และรับบทเป็นร้อยเอก โธมัส “สโตนวอลล์” แจ็คสัน ในภาพยนตร์เรื่อง Gods and Generals เมื่อเร็วๆ นี้ เขารับบทนำในภาพยนตร์ของแกรนต์ เฮสลอฟ เรื่อง The Men Who Stare at Goats และในภาพยนตร์เอพิคไซไฟของเจมส์ คาเมรอน ที่ทุกคนรอคอยเรื่อง Avatar
ก่อนหน้านี้ แลงเคยร่วมงานกับไมเคิล มานน์ มาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Manhunter และเขายังเป็นดาราประจำของซีรีส์ของมานน์ เรื่อง Crime Story

ประวัติทีมผู้สร้าง

ไมเคิล มานน์ (MICHAEL MANN) – ผู้กำกับ, ผู้ร่วมเขียนบท, ผู้อำนวยการสร้าง

ไมเคิล มานน์ได้รับเกียรติมากมายจากผลงานที่เขารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ, ผู้เขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งรวมถึงการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 รางวัล จากภาพยนตร์เรื่อง The Insider และ The Aviator มานน์สร้างชื่อให้กับตัวเองในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ดราม่าที่จับใจคนดู อาทิเช่น Thief, Manhunter, The Last of the Mohicans, Heat, The Insider, Ali, Collateral และ Miami Vice
ในปี 1981 หลังจากทำงานในแวดวงทีวีมานาน มานน์เริ่มประเดิมงานกำกับภาพยนตร์จอเงินด้วยภาพยนตร์เรื่อง Thief ภาพยนตร์อาชญากรรมที่นำแสดงโดย เจมส์ คาน, ทิวส์เดย์ เวลด์, วิลลี่ เนลสัน และเจมส์ เบลูชี่ ในปี 1983 เขามีผลงานภาพยนตร์ตามออกมาอีกเรื่อง ได้แก่ The Keep ซึ่งนำแสดงโดย แกเบรียล ไบรน์, สก็อตต์ เกลนน์ และเอียน แม็คเคลเลน ในปี 1986 เขากำกับภาพยนตร์เรื่อง Manhunter ซึ่งสร้างจากหนังสือเล่มแรกในชุดฮันนิบาล เล็คเตอร์ ของโธมัส แฮร์ริส เรื่อง “Red Dragon”
ในปี 1992 มานน์กำกับ ร่วมเขียนบท และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Last of the Mohicans ซึ่งนำแสดงโดย แดเนียล เดย์-ลูอิส และแมเดอลีน สโตว์ ผลงานการกำกับเรื่องต่อมาของเขา คือภาพยนตร์ปี 1995 เรื่อง Heat ซึ่งนำแสดงโดยอัล ปาชิโน่ และโรเบิร์ต เดอ นีโร
ในปี 1999 มานน์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากการร่วมเขียนบท, กำกับ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Insider ซึ่งนำแสดงโดยรัสเซลล์ โครว์ และอัล ปาชิโน่
ในปี 2001 มานน์พาคนดูเข้าไปสัมผัสถึงหัวใจและการต่อสู้ของ มูฮัมหมัด อาลี ในภาพยนตร์เรื่อง Ali ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ และจอน วอยต์ ทำให้ทั้งคู่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในปี 2002 มานน์อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Robbery Homicide Division ให้กับซีบีเอส
ในปี 2004 มานน์กำกับภาพยนตร์เรื่อง Collateral ซึ่งนำแสดงโดยทอม ครูซ และเจมี่ ฟ็อกซ์ และยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่พูดถึงประวัติของฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ส เรื่อง The Aviator ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่ และแสดงนำโดยลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเคต แบลนเช็ตต์
ก่อนหน้านี้ มานน์เขียนบท, กำกับ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Miami Vice ซึ่งนำแสดงโดยโคลิน ฟาร์เรลล์, เจมี่ ฟ็อกซ์ และกงลี่ เขายังทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Kingdom ซึ่งกำกับโดยปีเตอร์ เบิร์ก และนำแสดงโดยเจมี่ ฟ็อกซ์, เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ และเจสัน เบ็ทแมน ในปี 2008 มานน์ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง Hancock ที่กำกับโดยเบิร์ก และนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ, ชาร์ลิซ เธียรอน และเจสัน เบ็ทแมน

โรแนน เบ็นเน็ตต์ (RONAN BENNETT) – ผู้เขียนบท

ผลงานภาพยนตร์ของโรแนน เบ็นเน็ตต์ ได้แก่ Face (1997) ซึ่งนำแสดงโดยโรเบิร์ต คาร์ไลล์ และเรย์ วินสโตน, Lucky Break (2001) ภาพยนตร์ตลกที่กำกับโดยปีเตอร์ แค็ททานีโอ และ The Hamburg Cell (2004) ซึ่งกำกับโดยแอนโตเนีย เบิร์ด
ผลงานของเบ็นเน็ตต์ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานสร้าง ได้แก่ Darkness at Noon ซึ่งดัดแปลงจากนิยายชื่อดังของ อาร์เธอร์ โคสท์เลอร์, Prince of the Marshes, Cherub: The Recruit ซึ่งดัดแปลงจากนิยายสำหรับผู้ใหญ่, Reading in the Dark ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของซีมุส ดีน กำกับโดยทอม คอลลินส์, Top Boy และ A Most Wanted Man

แอนน์ ไบเดอร์แมน (ANN BIDERMAN) – ผู้เขียนบท

แอนน์ ไบเดอร์แมนคือมือเขียนบทเจ้าของรางวัลเอ็มมี่ ที่มีผลงานทั้งทางทีวีและภาพยนตร์จอเงิน เธอเคยได้รับรางวัลเอ็มมี่จากซีรีส์เรื่อง NYPD Blue และยังเป็นผู้สร้างและผู้อำนวยการสร้างบริหารของเรื่อง Southland ผลงานของเอ็นบีซี
ผลงานภาพยนตร์ของไบเดอร์แมน ได้แก่ Smilla’s Sense of Snow ซึ่งนำแสดงโดยแกเบรียล ไบรน์ และจูเลีย ออร์มอนด์, Primal Fear ซึ่งนำแสดงโดยริชาร์ด เกียร์ และเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน และ Copycat ซึ่งนำแสดงโดยซีกอร์นี่ย์ วีเวอร์ และฮอลลี่ ฮันเตอร์

เควิน มิสเชอร์ (KEVIN MISHER) - ผู้อำนวยการสร้าง

ผลงานเรื่องต่อไปของเควิน มิสเชอร์ ได้แก่ Swingles ซึ่งนำแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซ และกำกับโดย แซ็ค แบรฟฟ์ นอกจากนี้ เขายังมีผลงานที่อยู่ระหว่างดำเนินงานสร้าง อาทิเช่นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่อง “Dune” และแฟรงก์ เฮอร์เบิร์ก ซึ่งกำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก, ภาพยนตร์เรื่อง It’s Kind of a Funny Story ที่กำกับโดย ไรอัน เฟล็ค (Half Nelson), The Day I Turned Uncool ซึ่งนำแสดงโดยอดัม แซนด์เลอร์ และเรื่อง The Last Duel ที่กำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่
ในปี 1996 มิสเชอร์ย้ายไปทำงานกับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายโปรดักชั่น ตอนอายุเพียง 33 ปี ระหว่างนั้น มิสเชอร์ได้ทำหน้าที่ดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จของยูนิเวอร์แซลมากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น Out of Sight และ Erin Brockovich, The Mummy, Meet the Parents, The Fast and the Furious และ The Bourne Identity
มิสเชอร์ลาออกจากยูนิเวอร์แซลในปี 2001 เพื่อก่อตั้งบริษัทมิสเชอร์ ฟิล์มส์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทของเขา ได้แก่ภาคต่อของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง The Mummy อย่าง The Scorpion King ผลงานเรื่องต่อมาที่เขาผลิตให้กับยูนิเวอร์แซล ได้แก่ The Rundown ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น “เดอะร็อค” จอห์นสัน, ฌอนน์ วิลเลี่ยม สก็อตต์ และคริสโตเฟอร์ วอลเก้น เขายังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์การเมืองเรื่อง The Interpreter ที่กำกับโดยซิดนี่ย์ พอลแล็ค และนำแสดงโดยนิโคล คิดแมน และฌอน เพนน์ และเรื่อง Fighting ซึ่งนำแสดงโดยแชนนิ่ง ทาทั่ม และเทอเรนซ์ ฮาวเวิร์ด ผลงานเรื่องต่อไปของเขา คือ Case 39 ภาพยนตร์เขย่าขวัญที่นำแสดงโดยเรอเน่ เซลล์เวเกอร์

จี แม็ค บราวน์ (G. MAC BROWN) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

จี แม็ค บราวน์ทำงานอยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี โดยเขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของนิวยอร์กมากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น Last Exit to Brooklyn (อูลี่ เอเดล), Light Sleeper (พอล ชเรเดอร์), Scent of a Woman (มาร์ติน เบรสท์), In & Out (แฟรงก์ อ๊อซ) และ You’ve Got Mail (นอร่า เอฟรอน)
ในช่วงหลายปีมานี้ บราวน์ยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่เก่งที่สุดในยุคนี้หลายคนด้วยกัน เขาทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของเอเดรียน ไลน์ เรื่อง Unfaithful และเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของซิดนี่ย์ พอลแล็ค เรื่อง The Interpreter และภาพยนตร์ของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Departed ที่คว้ารางวัลมาได้มากมาย บราวน์ยังเดินทางไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของบาซ เลอห์แมนน์ เรื่อง Australia
ปัจจุบัน บราวน์อยู่ระหว่างทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของ โซเฟีย คอปโปล่า เรื่อง Somewhere ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในช่วงต้นปี 2010


ไบรอัน เบอร์โรห์ (BRYAN BURROUGH) – เจ้าของบทประพันธ์

ไบรอัน เบอร์โรห์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักข่าวแถวหน้าของประเทศ เขาเป็นนักข่าวพิเศษให้กับ Vanity Fair มานานกว่า 17 ปี และยังเป็นอดีตนักข่าวของ The Wall Street Journal
เบอร์โรห์เขียนหนังสือออกมา 5 เรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังสือเบสต์เซลเลอร์เรื่อง “Barbarians at the Gate: The Fall of RJR Nabisco” (เขาร่วมเขียนกับ จอห์น เฮลยาร์) และล่าสุดก็คือหนังสือเรื่อง “The Big Rich: The Rise and Fall of the Greatest Texas Oil Fortunes”

ดังเต้ สปินน็อตติ (DANTE SPINOTTI, ASC, AIC) – ผู้กำกับภาพ

ดังเต้ สปินน็อตติเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง จากภาพยนตร์ของไมเคิล มานน์ เรื่อง The Insider และภาพยนตร์ของเคอร์ติส แฮนสัน เรื่อง L.A. Confidential
ในปี 1985 ผู้อำนวยการสร้าง ดิโน่ เดอ ลอเรนติส ได้เสนอให้สปินน็อตติทำงานในอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยกำกับภาพให้กับภาพยนตร์ของมานน์ เรื่อง Manhunter เขายังทำงานกับมานน์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Last of the Mohicans และ Heat
ผลงานที่ผ่านมาของสปินน็อตติ ได้แก่ Flash of Genius, Deception, X-Men: The Last Stand, Pinocchio, Red Dragon, Bandits, The Family Man, Wonder Boys, The Quick and the Dead, Nell

นาธาน โครว์ลี่ย์ (NATHAN CROWLEY) – โปรดักชั่น ดีไซเนอร์

นาธาน โครว์ลี่ย์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ออกแบบนครก็อตแธม ซิตี้ให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง The Dark Knight ก่อนหน้านั้น เขายังเป็นผู้ออกแบบรถแบ็ทโมบิล ให้กับผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ตอนสร้างภาพยนตร์เรื่อง Batman Begins
โครว์ลี่ย์ยังเป็นผู้ออกแบบฉากให้กับภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่องHook และภาพยนตร์ของจอห์น คาร์เพนเตอร์ เรื่อง Escape From L.A. ก่อนที่เขาจะหันมาทำหน้าที่ผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Braveheart และ Mission: Impossible II
Insomnia คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้โครว์ลี่ย์ ได้ร่วมงานกับโนแลน ตามมาด้วย Batman Begins ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Prestige ซึ่งทำให้โครว์ลี่ย์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 2
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Lake House ซึ่งนำแสดงโดยแซนดร้า บูลล็อค โครว์ลี่ย์ได้ออกแบบบ้านกระจกที่ใช้เวลาสร้างนาน 10 อาทิตย์เท่านั้น


พอล รูเบลล์ (PAUL RUBELL, ACE) – ผู้ลำดับภาพ

พอล รูเบลล์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยทั้ง 2 ครั้งเป็นผลงานการกำกับของ ไมเคิล มานน์ ในปี 2000 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง The Insider และในปี 2005 เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง Collateral
เมื่อเร็วๆ นี้ รูเบลล์ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Hancock ซึ่งนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ และ Transformers ซึ่งนำแสดงโดย ไชอา ลาบัฟ และเมแกน ฟ็อกซ์ และล่าสุด เขาทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Transformers: Revenge of the Fallen
ผลงานภาพยนนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Miami Vice, The Island, Peter Pan, The League of Extraordinary Gentlemen, S1m0ne, xXx, The Cell, Blade, The Island of Dr. Moreau, Ruby Cairo, The Stone Boy และ The Final Terror

เจฟฟรีย์ ฟอร์ด (JEFFREY FORD, ACE) – ผู้ลำดับภาพ

เจฟฟรีย์ ฟอร์ดเริ่มทำงานในวงการภาพยนตร์ในปี 1994 โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของ เจมส์ เกรย์ เรื่อง Little Odessa หลังจากนั้น เขายังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง As Good as It Gets
ผลงานเรื่องแรกที่ฟอร์ดทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพ ได้แก่ The Yards ผลงานของผู้กำกับ เจมส์ เกรย์ เขายังทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Teddy Bears’ Picnic, One Hour Photo, Hide and Seek, The Family Stone, Street Kings เขายังลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับบิลลี่ เรย์ เรื่อง Shattered Glass และ Breach

ไบรอัน เอช คาร์โรลล์ (BRYAN H. CARROLL) – ผู้อำนวยการสร้างร่วม

เป็นเวลานานกว่าหนึ่งทศวรรษแล้วที่ ไบรอัน คาร์โรลล์ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับไมเคิล มานน์ หลังจากที่เคยร่วมงานกันครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Ali ซึ่งคาร์โรลล์ทำหน้าที่ในตำแหน่งแอสโซซิเอท โปรดิวเซอร์ ต่อมา คาร์โรลล์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์ของมานน์ เรื่อง Miami Vice และซีรีส์ของมานน์ เรื่อง Robbery Homicide Division นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้กำกับกองถ่ายย่อยให้กับภาพยนตร์เรื่อง Public Enemies และ Collateral
ในปี 2007 คาร์โรลล์ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Skid Row และทำหน้าที่เป็นแอสโซซิเอท โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Redline
ผลงานในระยะแรกๆ ของคาร์โรลล์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ตัดต่อภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Titanic และทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Major League: Back to the Minors และ The Phantom และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์มากมาย อาทิเช่น Predator, Die Hard, Free Willy, Mr. Holland’s Opus, Coyote Ugly, City Slickers และ The Haunting

กุสมาโน่ ซีซาเร็ตติ (GUSMANO CESARETTI) – ผู้อำนวยการสร้างร่วม

เป็นเวลานานกว่า 25 ปีแล้วที่กุสมาโน่ ซีซาเร็ตติได้ทำงานกับ ไมเคิล มานน์ ในภาพยนตร์หลายเรื่อง ผลงานภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ Miami Vice และ Sueño, Collateral, Ali, The Insider และ Heat, The Last of the Mohicans และ Manhunter และ Thief ซีซาเร็ตติยังทำงานกับผู้กำกับ โทนี่ สก็อตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง Domino และเมื่อเร็วๆ นี้ เขาทำงานกับผู้กำกับมาร์ค ฟอร์สเตอร์ เรื่อง Quantum of Solace

เควิน เดอ ลา นอย (KEVIN DE LA NOY) – ผู้อำนวยการสร้างร่วม

เมื่อเร็วๆ นี้ เควิน เดอ ลา นอยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ เรื่อง The Dark Night ซึ่งนำแสดงโดย คริสเตียน เบล, ฮีธ เล็ดเจอร์, มอร์แกน ฟรีแมน และไมเคิล เคน ภายใต้การกำกับของคริสโตเฟอร์ โนแลน เขายังทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Blood Diamond ซึ่งนำแสดงโดยลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ และจิมอน ฮูนซู ภายใต้การกำกับของเอ๊ดเวิร์ด ซวิค ก่อนหน้านี้ เขาเคยร่วมงานกับซวิคมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ เดอ ลา นอย ยังรวมถึงภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ของ ริชาร์ด ดอนเนอร์ เรื่อง Timeline, ภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง Saving Private Ryan นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายให้กับภาพยนตร์ฮิตๆ อย่าง Ali, Titanic, Braveheart, Mission: Impossible และ Mission: Impossible II เขายังทำหน้าที่เป็นซูเปอร์ไวเซอร์ประจำกองถ่ายให้กับหนัง The Power of One และเป็นผู้จัดการโลเกชั่นให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Ghost and the Darkness, Black Beauty, The Secret Garden และ 1492: Conquest of Paradise
ปัจจุบัน เดอ ลา นอยทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง Clash of the Titans

คอลลีน แอ็ทวู้ด (COLLEEN ATWOOD) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

คอลลีน แอ็ทวู้ดเคยได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย ซึ่งรวมถึงสองรางวัลออสการ์, รางวัลเอ็มมี่ และรางวัลบัฟต้า
ผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของแอ็ทวู้ด ได้แก่ The Rum Diary, Nine และภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง Alice in Wonderland ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเธอ ได้แก่ Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street, Mission: Impossible III, Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events, Big Fish, Planet of the Apes, The Mexican, Sleepy Hollow, Mumford, Beloved, Fallen, Gattaca, That Thing You Do!, The Juror, Little Women, Ed Wood, Wyatt Earp, Philadelphia, The Silence of the Lambs, Edward Scissorhands, Married to the Mob

เอลเลียต โกลเดนธัล (ELLIOT GOLDENTHAL) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ

เอลเลียต โกลเดนธัลได้สร้างสรรค์ผลงานดนตรีเอาไว้มากมาย สำหรับผลงานชิ้นต่อไปของเขา ก็คือการประพันธ์ดนตรีให้กับภาพยนตร์ของ จูลี่ เทย์มอร์ เรื่อง The Tempest ซึ่งนำแสดงโดยเฮเลน มิร์เรน, รัสเซลล์ แบรนด์ และจิมอน ฮูนซู
ในปี 2003 เขาได้รับทั้งรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Frida ซึ่งนำแสดงโดย ซัลม่า ฮาเย็ก ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากเพลง “Burn It Blue” เมื่อปีที่แล้ว โกลเดนธัลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 3 จากอัลบั้มซาวน์แทร็คของภาพยนตร์เรื่อง Across the Universe
ผลงานภาพยนตร์ที่โกลเดนธัลแต่งดนตรีประกอบให้ ได้แก่ Heat, Titus, Batman Forever, A Time to Kill, Drugstore Cowboy, Alien3 และภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง Interview With the Vampire และ Michael Collins ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากทั้งสองเรื่อง ในปี 1998 เขาได้รับรางวัล Los Angeles Film Critics Award สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Butcher Boy

 

 

    

 

 

 

 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด