หน้าหลัก  l   ข่าวภาพยนตร์ - สกู๊ปพิเศษ  l  ข้อมูลภาพยนตร์   l  อันดับภาพยนตร์   l  โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์

 
 
 
Kung Fu Panda 2 (2011)

 

ข้อมูล - เรื่องย่อ 

l

เกี่ยวกับภาพยนตร์

l

รูปภาพ-โปสเตอร์

l

ดาวน์โหลด

l

แสดงความคิดเห็น

   เกี่ยวกับภาพยนต์
  ข้อมูลงานสร้าง "Kung Fu Panda 2"




 



ยุคทองของแพนด้าส่องแสงสว่างไสว

เจนนิเฟอร์ หยู เนลสัน ผู้กำกับ “Kung Fu Panda 2” รับหน้าที่สามอย่างใน “Kung Fu Panda” ภาคแรกนั่นคือหัวหน้าฝ่ายเรื่องราว ซูเปอร์ซีเควนซ์แอ็กชันและผู้กำกับซีเควนซ์ในฝัน เช่นเดียวกับที่โปเดินตามความฝันของเขาที่จะได้เป็นนักรบมังกร เนลสันเองก็มีการเดินทางของตัวเองเหมือนกัน
ผู้อำนวยการสร้างเมลิสซา ค็อบบ์ กล่าวว่า “เจนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มต้น และมีบทบาทสำคัญจริงๆ ในการช่วยขัดเกลาเรื่องราว ถ้ามีใครที่รู้จักเนื้อหานี้ ตัวละครเหล่านี้และโลกใบนี้อย่างดี คนๆ นั้นก็คือเจนค่ะ การที่เธอกลายเป็นผู้กำกับของ ‘Kung Fu Panda 2’ เป็นพัฒนาการที่เป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้เลย”
ผู้กำกับเจนนิเฟอร์ หยู เนลสันกล่าวว่า “ฉันเติบโตมากับหนังแอ็กชันฮ่องกง และฉันก็ใส่ความคิดแบบนั้นลงไปใน ‘Kung Fu Panda’ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเรื่องราว ฉันค่อนข้างจะเน้นพวกเราทุกคนให้มีความคิดอ่านแบบเดียวกันนั้นและในหนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ฉันคิดว่าหนึ่งในกุญแจสำคัญคือพวกเราทุกคนต่างก็พูดภาษาเดียวกันแล้วค่ะ และในการทำงานใน ‘Kung Fu Panda 2’ ประสบการณ์ที่เราแชร์ร่วมกันก็ติดมาด้วย และมันก็ช่วยขัดเกลาเรื่องราวที่เรากำลังบอกเล่าและลักษณะการดำเนินเรื่อง เป้าหมายของเราคือการผลักดัน ‘Kung Fu Panda’ และโปไปอีกระดับขั้นค่ะ”
เช่นเดียวกับที่โปกลายเป็นนักรบที่เก่งกาจขึ้น การผจญภัยครั้งใหม่ล่าสุดนี้ก็ได้สะท้อนถึงความเกี่ยวข้องที่มากขึ้นของเขาในโลกกังฟูด้วย เนลสันกล่าวว่า “หนังเรื่องนี้ดำเนินไปตามขนบของหนังศิลปะการต่อสู้มากกว่าค่ะ ที่บ่อยครั้งจะมีคำถามเกี่ยวกับอดีตของพระเอกคนใหม่ และคนที่ต้องการจะท้าทายอำนาจของเขาค่ะ”
“นับตั้งแต่ ‘Kung Fu Panda’ มีคำถามที่หลายคนอยากจะรู้คำตอบ คำถามที่ไร้คำอธิบายซึ่งก็คือทำไมพ่อของโปถึงเป็นห่าน สำหรับโป นักรบมังกร มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่เขาจะรู้ตัวได้แล้วว่า พ่อเขาไม่ใช่พ่อจริงๆ และต้องออกตามหาที่มาจริงๆ ของตัวเอง ระหว่างนั้น เขาก็ได้เรียนรู้ว่าอดีตของเขาเกี่ยวพันกับลอร์ดเชน ความท้าทายจากนกยูงตัวนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ มันเป็นโชคชะตา เป็นสิ่งที่มักจะปรากฏอย่างเด่นชัดในหนังศิลปะการต่อสู้ และเมื่อเขาได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเอง โปถึงจะสามารถเผชิญหน้ากับเชนและกองทัพของเขาได้ค่ะ”
“ในภาคแรก” เนลสันกล่าวต่อ “เราได้เรียนรู้ว่าวีรบุรุษมีได้ทุกขนาดและรูปร่าง เมื่อโปได้ทำตามชะตากรรมและกลายเป็นนักรบมังกร ในซีเควล เราได้เรียนรู้ว่าชะตากรรมนั้นนำเราไปสู่โชคชะตาของเรา นำผู้คนมาสู่ชีวิตเรา ที่จะปกป้องเราและท้าทายเรา…ทำให้เราตระหนักถึงศักยภาพทั้งหมดของตัวเราเองค่ะ”
เรื่องราวของโปเริ่มต้นขึ้นในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 เมื่อ “Kung Fu Panda” โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก เรื่องราวของเด็กร้านบะหมี่ที่เฝ้าฝันกลางวันว่าจะเก่งกังฟูถูกอกถูกใจผู้ชม ที่ยินดีกับการได้ร่วมผจญภัยไปกับโปในการเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นแฟนพันธุ์แท้กังฟูไปเป็นฮีโรกังฟู คอเมดีสำหรับครอบครัวที่อัดแน่นไปด้วยแอ็กชันเรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 633 ล้านเหรียญทั่วโลก และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม รวมทั้งกวาดรางวัลแอนนี อวอร์ดในสิบสาขา (รางวัลสูงสุดในแวดวงอนิเมชัน)
ผู้อำนวยการสร้างค็อบบ์กล่าวว่า “สำหรับภาคแรก เราตั้งใจที่จะสร้างหนังอนิเมชันที่ผู้ชมจะดูกับครอบครัวได้อย่างสนุกสนานไปได้อีกหลายปี เราตั้งใจที่จะสร้างหนังที่ให้ความรู้สึกอมตะ แต่ก็แสดงความเคารพต่อแนวแอ็กชันกังฟู เรารู้ในตอนที่เราสร้างภาคแรกว่า เราได้สร้างตัวละครที่มีความลึกซึ้งและเรื่องราวที่เรายังไม่ไปแตะมัน สิ่งที่เรามีในซีเควลคือพัฒนาการของฮีโร ซึ่งไม่ได้เป็นเส้นตรงหรือการพัฒนาโดยทั่วๆ ไป พัฒนาการนี้ต้องใช้เวลา และเราก็มุ่งมั่นกับการร่วมเดินทางไปกับโปด้วย ในตอนที่ ‘Kung Fu Panda 2’ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันก็เป็นการขยายตัวตามธรรมชาติของเรื่องราวที่เราได้เริ่มต้นขึ้นค่ะ”
โจนาธาน เอเบลและเกลนน์ เบอร์เกอร์ มือเขียนบท ‘Kung Fu Panda’ ตื่นเต้นที่ได้สานต่อเรื่องราวของโป เอเบลได้กล่าวสรุปความคิดและความรู้สึกของทีมงานว่า “ในการทำงานในภาคแรก มันเป็นการร่วมงานกันที่วิเศษสุด ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราพูดได้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ทำงานในภาคแรกคือพวกเขาล้วนแล้วแต่อยากเป็นส่วนหนึ่งของภาคที่สองครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในฮอลลีวูด…ผมหมายถึง หัวหน้าของเกือบทุกแผนกในหนังเรื่องนี้กลับมารับหน้าที่เดิมเหมือนอย่างในภาคแรก คนพูดกันว่าพอพวกเขาได้ทำงานกับโป พวกเขาก็ไม่อยากจะเลิกครับ”
“นอกจากนั้น ผมยังคิดว่ามันหมายความว่า” เอเบลกล่าวต่อ “เวลาส่วนใหญ่ของเราถูกใช้ไปกับภาคแรก เพื่อวางพื้นฐานให้กับสิ่งแวดล้อมและการสร้างตัวละคร และตอนนี้ พลังงานสร้างสรรค์ก็ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระเพื่อผลักดันขีดจำกัดและลองดูกันว่าเราจะสนุกกันได้มากขนาดไหน มันหมายถึงซีเควนซ์แอ็กชันที่ใหญ่ขึ้น การสำรวจตัวละครที่ลึกซึ้งขึ้น และภาพมุมกว้างขึ้นของโลกที่มหัศจรรย์ใบนี้ครับ”
ผู้ที่ร่วมทีมกับพวกเขาด้วยใน “Kung Fu Panda 2” ได้แก่ผู้ออกแบบงานสร้างเรย์มอนด์ ซีบาค, หัวหน้าฝ่ายอนิเมชันตัวละคร แดน แว็กเนอร์, มือลำดับภาพแคลร์ ไนท์, ผู้กำกับศิลป์ทัง เคง เฮง, คอมโปสเซอร์จอห์น พาวเวลล์และฮันส์ ซิมเมอร์และซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ นักออกแบบท่ากังฟูและนักวาดภาพสตอรีบอร์ด รูดอล์ฟ กูโนเดน



เปิดเผยความลับของนักรบมังกร

มือเขียนบทเอเบลและเบอร์เกอร์ได้ร่วมงานกับทีมผู้สร้างในภาคแรกเพื่อโฟกัสกับเรื่องราว โดยมีตัวละครโบราณของจีนและตัวละครกังฟูมากมายให้ได้เลือกสรร บทภาพยนตร์ช่วงแรกเริ่มเต็มไปด้วยตัวละครมากมาย และหน้าที่ของเอเบลและเบอร์เกอร์ก็คือการขัดเกลาเรื่องราว ดึงมันกลับมาสู่โปและที่มาของเขา และช่วยกำหนดโทนของเรื่องราว แม้ว่าสคริปต์เวอร์ชันสมบูรณ์ของพวกเขาจะรวมเรื่องทั้งหมดที่ว่ามา แต่พวกเขาก็ได้รับเลือกให้ทำงานใน “Kung Fu Panda 2” ต่อไปในฐานะมือเขียนบทและผู้ร่วมอำนวยการสร้าง
ค็อบบ์กล่าวว่า “ในตอนที่คุณมาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวละคร มันก็ไม่มี ‘จุดแวะพัก’ หรอกค่ะ เราจินตนาการอยู่เสมอว่า เรายังมีเรื่องราวเกี่ยวกับโปและการเดินทางของเขาให้ต้องบอกเล่าอีกน่ะค่ะ”
เอเบลอ้างว่า “เมื่อคุณรักงานของคุณมากเท่ากับเกลนน์และผมก็รักการได้ทำงานกับโป ชิฟูและคนอื่นๆ สมองของคุณก็จะนึกถึงความเป็นไปได้ของเรื่องราวอยู่เสมอๆ และด้วยความที่ว่าเราก็อยู่ด้วยตรงนั้นในตอนที่มีการวางพื้นฐานเรื่อง เราก็เลยรู้จักตัวละครเป็นอย่างดี ทำให้การผลักดันให้พวกเขาเดินหน้าไปกลายเป็นวันทำงานที่สนุกสนานอีกวันครับ”

เบอร์เกอร์กล่าวว่า “ขณะที่โปกำลังเริ่มปรับตัวได้กับบทบาทใหม่ของตัวเองในฐานะนักรบมังกรและผู้นำกลุ่มเจ้าตำนานผู้พิชิตทั้งห้า ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้โปตั้งคำถามที่เขาไม่เคยคิดจะถาม นั่นคือเขามาจากไหน เขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้วทำไมพ่อของเขาถึงเป็นห่าน ทั้งๆ ที่เขาเป็นแพนด้า และโชคร้ายที่พ่อของเขาก็ไม่มีคำตอบดีๆ ให้กับโปเสียด้วย โปก็เลยใช้เวลาตลอดทั้งเรื่องในการพยายามตอบคำถามเหล่านั้น และสิ่งที่เขาค้นพบก็จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาไปตลอดกาลครับ”
ในตอนที่งานในภาคแรกเริ่มต้นขึ้น โปไม่มีพ่อด้วยซ้ำไป แต่ขณะที่เรื่องราวพัฒนาขึ้น มือเขียนบทก็รู้สึกว่าบทบาทดังกล่าวจำเป็นต่อเรื่องราวของแพนด้าตัวนี้ แล้วทำไมพวกเขาถึงเลือกห่าน มิสเตอร์พิง มาเป็นพ่อของเขาล่ะ โจนาธาน เอเบลอธิบายว่า “การตัดสินใจที่ชัดเจนน่าจะเป็นการให้โปมีพ่อเป็นแพนด้า แต่เราก็รู้อยู่เสมอว่าเราอยากให้โปเป็นแพนด้าตัวเดียวในหมู่บ้าน”
เกลนน์ เบอร์เกอร์กล่าวต่อว่า “เราก็เลยถามอนิเมเตอร์ว่า ‘คุณมีสัตว์อะไรบ้าง’ เราได้เห็นว่ามีกระต่าย เป็ดแล้วก็ห่าน เราก็เลยคิดกันว่า ‘แล้วถ้าห่านตัวนี้เป็นพ่อเขาล่ะ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง’ ซึ่งนั่นก็นำไปสู่คำถามเหล่านี้ บางทีโปอาจจะไม่รู้ว่าพ่อของเขาไม่ใช่พ่อที่แท้จริง หรือบางทีเขาอาจจะรู้ก็ได้ มันบีบให้เราต้องตัดสินใจแปลกออกไป และผมก็คิดว่าเราจะได้สำรวจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าพิงเป็นพ่อของโป ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่ามันทำให้หนังน่าสนใจยิ่งขึ้นครับ”
สำหรับแจ็ค แบล็ค การหวนคืนสู่ตัวละคร โป อีกครั้งเป็นโอกาสที่เขาจะได้ใช้เวลาอยู่กับหนึ่งในตัวละครที่เขารักมากที่สุดมากขึ้น โป ทำให้แบล็คมีโอกาสได้เปิดงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2008 (“Kung Fu Panda” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถูกฉาย) ด้วยการนำขบวนพาเหรดในชุดคอสตูมแพนด้า
แบล็คเล่าถึงโอกาสที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโปว่า “เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้ไปสวนสัตว์แอตแลนตาและได้เห็นลูกแพนด้าตัวล่าสุดที่เกิดขึ้นในสวนสัตว์แห่งนั้น…พวกเขาตั้งชื่อเขาว่าโปครับ ว้าว ผมว่านั่นเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะ เขายังไม่พร้อมลุยก็จริง แต่รออีกหน่อย เขาจะต้องเป็นแพนด้าขาลุยแน่ๆ ผมรู้เลยล่ะ”
แบล็คเล่าอีกว่า “ในตอนที่ผมได้เห็นทุกอย่างประกอบรวมเข้าด้วยกัน (“Kung Fu Panda”) มันก็กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมภูมิใจที่สุดในอาชีพนักแสดงของผม การสร้างหนังพวกนี้ใช้เวลานานหลายปี ซึ่งนานกว่าหนังไลฟ์แอ็กชันตามปกติอีกนะครับ มันมีความทุ่มเทจากหลายฝ่าย ทั้งการพัฒนาเรื่องราว ภาพอาร์ตเวิร์ค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการทำงานของทีมผู้สร้างจากดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันในหนังพวกนี้น่ะครับ”
แต่สำหรับตัวนักแสดงแล้ว นี่ยังเป็นโอกาสให้เขาได้เผยความจริงเกี่ยวกับตัวละครของเขามากขึ้น “ตอนนี้ โปเริ่มมีแฟลชแบ็คเกี่ยวกับวัยเด็กของตัวเอง ก่อนที่เขาจะใช้ชีวิตกับพ่อของเขา ที่เป็นห่าน เขาก็เลยรู้ตัวว่าเขาเป็นลูกเลี้ยง และเขาก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาอยู่ไหนหรือเกิดอะไรขึ้นกับแพนด้าตัวอื่นๆ ทำไมพวกเขาถึงทิ้งเขาไว้ ดังนั้น นอกเหนือจากการเป็นการกอบกู้โลกของฮีโรแล้ว มันยังเป็นการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเองด้วยครับ”
แม้กระทั่งสำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนช่างสังเกต ทุกคนก็รู้ชัดว่ามิสเตอร์พิง ห่านเจ้าของร้านบะหมี่ ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของโป แต่เรื่องราวก็ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นพ่อคน แบล็คบอกว่า “พอโปสงสัยว่าตัวเองเป็นลูกเลี้ยง เขาก็ไปเผชิญหน้ากับพ่อของเขา ผู้ยอมรับว่าเขาพบโปตอนที่เขายังเป็นเด็กทารก แต่เขาก็เลี้ยงดูโปมาเหมือนเป็นลูกชาย และมองโปว่าเป็นลูกชายของเขา โปเชื่อเรื่องนั้น แต่เขาก็ยังคงต้องการคำตอบ และบังเอิญว่าคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ลอร์ด เชน ผู้ร้ายตัวใหม่ปรากฏกาย ฟังดูลึกลับใช่มั้ยล่ะครับ”
แบล็ค ผู้ชื่นชมศิลปะการต่อสู้มากขึ้น เนื่องจากความเกี่ยวข้องของเขากับแฟรนไชส์นี้ ยอมรับว่าเขาได้ฝึกกังฟูด้วย “ใช่ครับ ผมได้ฝึกกังฟูในหนังทั้งสองภาคด้วย มันไม่ใช่แค่เพื่อการค้นคว้าเท่านั้น แต่เพื่อฟิตหุ่นด้วย สิ่งที่ทำให้ผมสนใจคือมันมีการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการป้องกันตัว รวมกับองค์ประกอบอย่างที่สามที่เรามองไม่เห็น นั่นคือเรื่องทางจิตวิญญาณครับ ในตอนที่คุณฝึกฝนกังฟู ใช้ชีวิตกับมัน รู้สึกถึงมัน คุณจะรู้สึกมีสมาธิครับ มันให้ความรู้สึกเกือบเหมือนกับเรื่องศาสนา มันเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งครับ ก็แหม มันถูกเรียกว่าศิลปะการต่อสู้นี่ครับ”
เมื่อพูดถึงแพ็คเกจ นักรบมังกรก็ต้องมาคู่กับเจ้าตำนานผู้พิชิตทั้งห้า และมือเขียนบทเอเบลและเบอร์เกอร์ก็ยินดีที่ได้ต้อนรับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง เบอร์เกอร์บอกว่า “ในภาคแรก เรายุ่งอยู่กับการเล่าเรื่องการฝึกฝนของโปภายใต้ชิฟู เราก็เลยไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำกับพวกผู้พิชิตทั้งห้า แต่ตอนนี้ เรามีโอกาสเยี่ยมๆ ที่จะจับพวกเขาเดินทางกับโปและให้พวกเขามีซีนมากขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าเรามีเวลามากขึ้นให้กับแองเจลินา [ไทเกรส], เฉินหลง [มังกี้], เซธ [แมนทิส], ลูซี [ไวเปอร์] และเดวิด [เครน] สำหรับมือเขียนบท ตัวละครพวกนี้แค่ตัวเดียวก็คงจะพอแล้ว แต่การได้พวกเขาทั้งห้ามาแสดงในฉากพวกนี้เป็นโอกาสทองสำหรับพวกเราครับ”
ในฐานะไทเกรส ซึ่งอาจเป็นนักสู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในกลุ่ม แองเจลินา โจลี่เองก็ยินดีกับการได้กลับมา และเช่นเดียวกับแบล็ค เธอรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่าตัวละครของเธอจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โจลี่กล่าวว่า “อย่างแรกเลย ไทเกรสเป็นนักสู้ค่ะ และเธอก็มุ่งมั่นที่จะปราบคนชั่วให้ได้ แต่ข้อดีของเรื่องราวนี้คือเธอคิดอะไรบางอย่างได้และเรียนรู้ที่จะทำตัวดีขึ้น เธอเสียหน้าเมื่อเธอไม่ได้รับเลือกให้เป็นนักรบมังกร และเธอก็ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะเลิกโกรธโปและโลกใบนี้ค่ะ”
มือเขียนบทได้ตื่นเต้นกับการสร้างแง่มุมใหม่ๆ สำหรับไทเกรส ซึ่งเปิดโอกาสให้โจลี่ได้สำรวจตัวละครตัวนี้มากขึ้น “ถ้าไทเกรสมีแง่มุมที่อ่อนโยนล่ะ การหยิบยื่นข้อมูลนั้นให้กับแองเจลินาและดูว่าเธอทำอะไรบ้างกับมันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม บางครั้ง ตัวละครอนิเมชันก็สามารถเผยให้เห็นถึงแง่มุมที่ต่างออกไปของตัวละครได้ ในฐานะนักพากย์ คุณจะเป็นอิสระจากความคาดหวังจากสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคุณมาในหนังไลฟ์แอ็กชันของผู้ชมครับ”
“เธอเป็นตัวละครบริสุทธิ์ที่งดงามค่ะ” นักแสดงหญิงกล่าว “เธอถูกเขียนขึ้นด้วยภูมิหลังที่น่าสนใจ เธอมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โตขึ้นมาโดยไม่รู้กำลังของตัวเองหรือความเข้าใจในตัวเอง แต่เมื่อเธอเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงแกร่ง คนอื่นๆ ก็เรียกเธอว่า ‘ฮาร์ดคอร์’ แต่เธอไม่สามารถที่จะเผยแง่มุมหรืออารมณ์ที่อ่อนโยนของตัวเองได้ บางทีมันอาจเป็นมาตรการคุ้มครองตัวเองก็ได้ ซึ่งฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนเข้าใจเธอค่ะ”
เมื่อถูกถามว่า เธอคิดว่าทำไมภาพยนตร์ภาคแรกถึงประสบความสำเร็จขนาดนี้ (และเหตุผลที่มีภาคต่อ) โจลี่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า “หนังเรื่องนี้ทั้งสนุก เจ๋งและฮิป แต่มันก็ให้ความรู้สึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้ มันยังให้บทเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเอง การปฏิบัติต่อเพื่อนๆ ซึ่งทำให้มันเป็นเหมือนหนังอนิเมชันคลาสสิก แต่ที่สำคัญที่สุด หนังเรื่องนี้มีแจ็ค แบล็ค ซึ่งฉันรู้สึกว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนอยากจะดูหนังเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลของฉันค่ะ! เขาตลกมาก และความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเจ้าตำนานผู้พิชิตทั้งห้าก็เหมือนกับครอบครัวเพี้ยนๆ ที่แสนคลาสสิกค่ะ”
“และสิ่งที่สร้างความประทับใจให้ฉันจริงๆ” โจลี่กล่าว “คือพวกเขาเลือกหนทางที่ยากจริงๆ สำหรับซีเควลเรื่องนี้ บางครั้ง สำหรับภาคที่สอง คุณสามารถเลือกเส้นทางง่ายๆ ได้ แต่การตัดสินใจของพวกเขาช่วยเพิ่มความลึกซึ้งให้กับเรื่องราวมากจริงๆ ฉันคิดว่ามือเขียนบทและทีมผู้สร้างตัดสินใจที่จะจับประเด็นเรื่องของตัวตนและอัตลักษณ์ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนที่เริ่มต้นชีวิตเป็นเด็กกำพร้าหรือเป็นลูกเลี้ยงน่ะค่ะ ในการร่วมงานกับเจนในฐานะผู้กำกับ เธออาจจะเป็นคนที่สงบที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมาเลย เธอใช้ความคิดอย่างมากกับโปรเจ็กต์เหล่านี้ ซึ่งใช้เวลาประมาณเจ็ดปีครึ่ง เธอเป็นคนช่างคิดและเธอก็เพิ่มเลเยอร์ที่น่าสนใจมากมายให้กับเรื่องราวนี้ เธอให้ความรู้สึกของคนที่โอบอ้อมอารี ผู้ที่เฉลียวฉลาดและลึกซึ้งค่ะ”
นอกเหนือจากความชื่นชมในตัวเพื่อนร่วมงานของเธอแล้ว เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ดีที่สุดในการทำงานใน “Panda” โจลี่ก็กล่าวติดตลกว่า “คุณได้มาทำงานในชุดนอนค่ะ”
แน่นอนว่าชุดทำงานก็มีบทบาทสำคัญในความเกี่ยวข้องของดัสติน ฮอฟแมนในภาคที่สองนี้ แม้จะเป็นในลักษณะเปรียบเทียบก็ตาม “การได้พากย์เสียงชิฟูอีกครั้งเป็นเหมือนการสวมชุดสบายๆ ทำสมาธิและทำจิตใจให้สงบน่ะครับ นั่นเป็นบรรยากาศที่เกิดจากฝีมือของทีมผู้สร้างที่วิเศษสุดของดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันด้วยเหมือนกัน”
“นอกเหนือจากนั้น” นักแสดงผู้คร่ำหวอดในวงการกล่าวต่อไปอีกว่า “ผมสนุกมากในการทำงานใน ‘Panda’ ทั้งสองภาค ผมประทับใจอย่างยิ่งกับความทุ่มเทในความคิดสร้างสรรค์และพรสวรรค์ที่ผมได้พบเจอระหว่างการทำงาน ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างเจนนิเฟอร์ หยู เนลสันและเมลิสซา ค็อบบ์ ได้บริหารงานเหมือนกับนี่เป็นเรือสำราญเลยครับ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะมีเกมชัฟเฟิลบอร์ดหรือไพ่นกกระจอกหรอกนะครับ แต่กองถ่ายนี้มีบรรยากาศแบบเซนเลย อย่างน้อยที่สุดก็ในส่วนของผม ซึ่งมันทำให้ผมซาบซึ้งมาก ไม่รู้สินะครับ บางทีพวกเขาอาจจะทุ่มเถียงกับแจ็คจนเหนื่อยเกินกว่าที่จะมาดุผมเรื่องความไร้สาระหรือความไม่เกิดประโยชน์ก็ได้”
สำหรับความเกี่ยวข้องของเฉินหลง ความไร้สาระเป็นสิ่งจำเป็นในแทบทุกวัน นิสัยขี้เล่นของตัวละครตัวนี้เข้ากันได้ดีกับทัศนคติการทำงานที่สนุกสนานของเฉินหลง จนมันอาจถูกมองว่าเป็นการเลือกตามลักษณะตัวละครด้วยซ้ำไป เฉินหลงกล่าวว่า “การเล่นเป็นมังกี้สนุกมากจนมันไม่เหมือนเป็นงานเลยครับ เราเหมือนกันมาก เราเก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้ และเราสามารถใช้การล้อเล่นเป็นเครื่องกำบังที่ซ่อนความจริงที่ว่า ก่อนที่ศัตรูเราจะทันรู้ตัว ตอนที่พวกเขาหัวเราะกันอยู่ เราก็ปราบพวกเขาอยู่หมัดแล้ว แต่หลายครั้ง ผมก็พูดเล่นเพื่อความตลกขบขันไปอย่างนั้นเอง”
เซธ โรแกน ผู้กลับมาพากย์เสียงแมนทิส นักสู้จิ๋วแต่แจ๋ว บอกว่า ความตลกขบขันนั้นเองที่เป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ โรแกนพูดถึงเจ้าตำนานผู้พิชิตทั้งห้าว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครตลกมาก แต่จากมุมมองด้านรูปร่างแล้ว เวลาพวกเขาอยู่ด้วยกันก็ดูตลกอยู่แล้ว มันเป็นการรวมตัวกันของสัตว์ที่อยู่ด้วยกันแล้วดูตลกมาก และนักแสดงที่พากย์เสียงพวกเขาก็ตลกเหลือเชื่อเลยด้วย เริ่มจากเดวิด ครอสและเฉินหลงก่อนเลย คือผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้รึเปล่า แต่เฉินหลงน่ะตลกเหลือเชื่อเลย ลูซีก็เป็นคนตลก และแจ็คก็ทำตัวตลกได้เป็นครั้งคราว ส่วนแองเจลินา ถึงเธอจะเป็นคนตลก แต่เธอก็เซ็กซีด้วย แม้ว่าเธอจะเป็นเสืออนิเมชันก็ตาม ซึ่งมันค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว มันเกินขอบเขตอนิเมชันอีกนะครับ ดังนั้น ผมก็เลยคิดว่า การตอบโต้ระหว่างตัวละครและความจริงที่ว่าทุกคนที่พากย์เสียงเป็นคนตลกจริงๆ คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุกครับ”
ในขณะที่นักแสดงบางคนมองว่าการพากย์เสียงเป็นสิ่งที่จำกัดเกินไป โรแกนกลับคิดตรงกันข้าม “ผมชอบการพากย์เสียงมาก และแปลกมากที่สำหรับผมแล้ว มันออกไปในทางการแสดงมากกว่าการแสดงในหนังไลฟ์แอ็กชันอีกครับ ในหนังพวกนั้น มันจะต้องมีเรื่องของเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากมาย การเดินให้ถูกตำแหน่ง การมองไปยังที่ที่ถูกกำหนด การหาแสงที่เหมาะสม สิ่งที่คุณพูดจะเป็นเพียงแค่เปอรเซ็นต์น้อยนิดของสิ่งที่คุณทำในหนังเรื่องนั้นๆ แต่กับการพากย์เสียง มันเป็นทุกอย่างเลย มันโฟกัสกับสิ่งที่คุณพูดและการออกเสียงถ้อยคำเหล่านั้น คุณสามารถพูดออกมาได้หลายรูปแบบจริงๆ และคุณก็ไม่จำเป็นต้องไปวุ่นวายกับนักแสดงคนอื่นๆ เลยด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเยี่ยมมาก มันมีแค่คุณเท่านั้น คุณเป็นดาราของเรื่อง ไม่ว่าบทของคุณจะเล็กแค่ไหนก็ตามครับ”
ในการกลับมาพากย์เสียงไวเปอร์ นักสู้เสน่ห์เย้ายวน ลูซี ลิว ปลาบปลื้มเป็นที่สุดที่โปรเจ็กต์นี้ก้าวเข้าสู่บทที่สอง ลิวอธิบายว่า “ประสบการณ์ภาคแรกของฉันเหลือเชื่อเลย แล้วพอได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะสร้างภาคสองก็ยิ่งน่าตื่นเต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะปฏิกิริยาของเด็กๆ ที่ฉันรู้ว่าชอบภาคแรกน่ะค่ะ พอพวกเขาได้ดูหนังเรื่องนั้น หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันพากย์เสียงไวเปอร์ เพราะบางคนก็อายุน้อยและไม่ได้เชื่อมโยงตัวฉันกับเสียงของฉัน แต่พอพวกเขาเข้าใจคอนเซ็ปต์นั้น ฉันก็กลายเป็นบุคคล VIP และพวกเขาก็เริ่มรบเร้าฉันเรื่องซีเควล ก่อนที่จะมีการประกาศออกมาอีกค่ะ”
นอกเหนือไปจากเรื่องเสียงชื่นชมแล้ว คุณสมบัติของงานศิลปะก็เป็นกุญแจสำคัญสำหรับลิวเช่นกัน “ในยุค 3D แบบนี้ มันมีสิ่งน่าทึ่งมากมายในอนิเมชัน ทั้งการต่อสู้กังฟู การเคลื่อนไหว ภูมิประเทศของจีน สถาปัตยกรรมเมืองของเชน การได้เห็นภาพเหล่านั้นตรงเข้ามาหาคุณ มิติที่ถูกเสริมเข้ามาช่วยเพิ่มความงามให้กับอนิเมชันและการคอมโปสิตของภาพด้วยค่ะ”
เดวิด ครอส ก็แฮปปี้กับงานนี้เหมือนกัน “ครับ หนังภาคแรกสนุกมาก ผมหมายถึง ผมรู้สึกมั่นใจว่ามันน่าจะมีสปินออฟเป็น ‘Kung Fu Crane’ เพราะยอมรับความจริงเถอะครับ มีใครไม่อยากเสียเงินไปดูหนังเรื่องนั้นบ้างล่ะ นอกเหนือจากญาติของผมและเพื่อนเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ของผม แต่ในเรื่องของงานแล้ว มันก็เจ๋งทีเดียวล่ะ ส่วนเครนก็เจ๋งเป้ง ผมว่าเขาได้รับประโยชน์จากพวกคำวิจารณ์ดีๆ นะ”
สำหรับพ่อของโป ห่านมิสเตอร์พิง เจมส์ ฮอง นักแสดงสมทบ ผู้มีผลงานการแสดงมากว่า 60 ปี พบว่าภาคแรก “น่าอัศจรรย์” โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องชีววิทยาหรือสายเลือดใดๆ เลย เขาให้ความเห็นว่า “ผมอึ้งกับทุกอย่างเลย ทั้งกระบวนการ วิธีที่ทุกอย่างถูกประกอบร่างเข้าด้วยกัน ผมไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ผมได้เห็น ในแง่ที่ว่ามันน่าทึ่งมากที่ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ได้ ‘เห็น’ เสียงของผมออกมาจากตัวพิง ผมคิดว่าผมได้ดูหนังรอบปฐมทัศน์ตอนนั้นเป็นครั้งแรก และการได้เห็นเสียงของผมเข้ากับตัวละครได้ดีขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นมิสเตอร์พิงหรือมิสเตอร์พิงเป็นผม ถึงแม้ว่าผมจะคิดว่าเขาอาจเป็นตัวละครที่ลึกซึ้งกว่าผมอีก เขามีหลายแง่มุม ซึ่งถ้าจะให้ผมพูดถึงเขา ผมคงต้องบอกว่าเขาเป็นพ่อที่เลี้ยงลูกตามลำพัง เหมือนแม่ชาวยิวกับพ่อชาวจีนผสมผสานกัน ถ้าคุณจินตนาการออกน่ะครับ!”

เชิดหยิ่งราวนกยูง แข็งแกร่งดุจนักรบ

ในโลกจีนโบราณของเรา เวอร์ชันที่เป็นบ้านของตัวละครใน “Kung Fu Panda” ดอกไม้ไฟ หรือดอกไม้นภา อยู่ภายใต้การครอบครองของเหล่านกยูงชนชั้นปกครอง จนกระทั่งทายาทผู้จะครองบัลลังก์มองเห็นศักยภาพในการทำลายล้างของพวกมัน ในการเปลี่ยนประโยชน์ของดอกไม้ไฟจากเชิงสร้างสรรค์เป็นทำลาย นกยูงชื่อเชนได้กำหนดเส้นทางสู่ความมืดของตัวเอง…และในที่สุดแล้ว เส้นทางชีวิตของเขาก็ได้พานพบกับแพนด้าที่ชื่อโป
โจนาธาน เอเบลอธิบายถึงที่มาของเชนว่า “ตอนที่เราเริ่มคิดไอเดียสำหรับซีเควล เราก็รู้ว่าไต้หลุงในภาคแรกเป็นตัวร้ายที่วิเศษสุด เขาเป็นสุดยอดด้านกังฟู และชัยชนะเหนือเขาของโปก็เป็นการใช้อ่อนสยบแข็ง เรารู้สึกว่า เราคงไม่สามารถหาตัวร้ายที่แข็งแกร่งกว่าไต้หลุงได้อีกแล้ว เราก็เลยคิดกันว่า ‘แล้วถ้าเราทำให้ตัวร้ายตัวนี้น่าสะพรึงกลัวมากขึ้นในแง่ของสติปัญญาและอารมณ์ล่ะ’ เราก็เลยได้ลอร์ดเชน นกยูงเผือกตัวนี้ขึ้นมาครับ”
ผู้กำกับกล่าวเสริมขึ้นมาว่า “สำหรับตัวร้ายในหนังเรื่องนี้ เราต้องการไปคนละทิศกับไต้หลุง ที่เป็นตัวละครที่ใช้กำลังแบบฮาร์ดคอร์ และเราก็คงไม่เจอใครที่แข็งแกร่งไปกว่าเขา เพราะไต้หลุงสามารถต่อยจนทะลุภูเขาออกมาได้เชียวนะคะ เราก็เลยต้องการคนที่น่าสะพรึงกลัวในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ฉลาดกว่า มีไหวพริบกว่า เจ้าเล่ห์กว่า โปเรียนรู้ศิลปะกังฟูแล้ว ดังนั้น จะต้องมีอะไรที่เหนือกว่าความสามารถนั้น ในตอนแรก ลอร์ดเชนดูไม่น่าเกรงขามเลย เพราะเขาเป็นนกยูงสีขาว ที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร แต่นอกเหนือจากทักษะการต่อสู้ของเขา ซึ่งน่าหวั่นเกรงแล้ว เขายังมีความเร็ว บวกกับอาวุธพร้อมสรรพอีกต่างหาก เขาน่ากลัวและน่าขนลุกในแบบของเขาเองค่ะ”
สำหรับบทนกที่เฉลียวฉลาด ทะนงตนและประสบความสำเร็จอย่างเชนแล้ว ทีมผู้สร้างเลือกหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดและมีความสามารถสูงสุดในวงการ แกรี โอลด์แมน
“บทบาทที่น่าทึ่งของแกรีส่วนหนึ่ง” ผู้กำกับชี้ให้เห็น “เป็นคนที่อาจถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้ร้าย แต่พวกเขาก็มีเสน่ห์และความน่ายกย่องจนความร้ายกาจของพวกเขาเกือบเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา ผลงานของเขาใน ‘Bram Stoker’s Dracula’ เผยให้เราได้เห็นหัวใจที่เป็นมนุษย์ของปีศาจร้ายนั่น เรารู้สึกว่าความสามารถของเขาจะช่วยยกระดับเชนจากการเป็นตัวละครที่ถูกขับดันด้วยความแค้นไปเป็นตัวละครที่มีมิติน่าสนใจได้ ความชั่วร้ายจะมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้นเมื่อถูกเพิ่มมิติที่หลากหลายเข้าไปค่ะ”
ผู้อำนวยการสร้างกล่าวเสริมว่า “แกรีมีเสียงเยี่ยมๆ ที่สามารถถ่ายทอดความอ่อนโยนในวินาทีหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นความชั่วร้ายที่น่าขนลุกในวินาทีต่อไปได้ การผสมผสานนั้นใช้ได้ดีกับเชน เพราะมันทำให้เขามีอารมณ์ที่เข้มข้นอย่างน่าทึ่ง”
“ผมชอบความท้าทายในการนำเสนอตัวละครด้วยการใช้เพียงแค่เสียงน่ะครับ” แกรี โอลด์แมนอธิบาย “และเชนก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ความเฉลียวฉลาดของเขานำไปสู่การคำนวณผิดพลาด และสิ่งที่เขาหวังว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คุ้มค่ากับการเฉลิมฉลองก็กลายเป็นอาวุธที่ก่อให้เกิดความกลัว ในตอนนั้นนี่เองที่เด็กผู้ภาคภูมิใจในบางสิ่งบางอย่าง พบว่าสิ่งที่เขาทำสำเร็จถูกมองว่าเป็นความผิดพลาด มันทำให้เขาเสียใจ เพราะไม่เพียงแต่เขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่ามีค่าคู่ควรเท่านั้น แต่เขายังอยากจะกำจัดผู้ที่ขวางทางเขาระหว่างทางนั้นด้วย เขากลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเขา ซึ่งผมคิดว่าเขาเหมาะกับแกลเลอรีผู้ร้ายของโอลด์แมนจริงๆ ครับ”
แจ็ค แบล็ค เพื่อนร่วมแสดงในบทแพนด้าตัวเอกของเรื่อง เห็นพ้องด้วยกับเสียงชื่นชมจากผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างว่า “ตัวร้ายคราวนี้เป็นนกยูงชั่วร้าย ซึ่งพากย์เสียงโดยแกรี โอลด์แมน หนึ่งในนักแสดงคนโปรดตลอดกาลของผม ผมมักจะได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงของเขา ตั้งแต่สมัย ‘Sid and Nancy’ โน่นเลย ส่วนเรื่องผู้ร้ายที่เขาเคยเล่นมาน่ะหรือ บทที่ผมชอบมากที่สุดน่าจะเป็น ‘แดร็คคูลา’ ในฉากที่เขาอยู่กับหมาป่าสีขาว และเขาพูดกับเด็กสาวคนนั้นว่า ‘มันชอบเจ้า’ มีอะไรบางอย่างที่เปราะบางเกี่ยวกับความชั่วร้ายในซีนนั้นที่น่าทึ่งจริงๆ ผมตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้รู้ว่าเขาพากย์เสียงเชนน่ะครับ”
“ความภาคภูมิใจถูกเรียกเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง และถูกมองว่าเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายในตัวมนุษย์” โอลด์แมนรำพึง “แล้วเชนก็ภาคภูมิใจในตัวเองครับ เขาเป็นนกยูงนี่ ดังนั้นมันก็เหมือนกับอยู่ใน DNA ของเขา แต่ความภาคภูมิใจนั้น ถ้ามันถูกจับคู่กับความถ่อมตัวหรือความโอบอ้อมอารี เขาก็จะกลายเป็นผู้นำที่น่ายำเกรง แต่กลับกลายเป็นว่า มันทำให้เขาเป็นศัตรูที่ค่อนข้างจะร้ายกาจทีเดียวครับ”
ผู้นำกองทัพหมาป่าของเชนคือวูล์ฟ บอส ที่พากย์เสียงโดยแดนนี่ แม็คไบรด์ นักแสดงหนุ่มตั้งข้อสังเกตว่า “เขาค่อนข้างดุดันและเจ๋งทีเดียว และผมก็คิดว่าสิ่งที่ทำให้เขาเจ๋งคือเขามีแค่ตาเดียว ซึ่งมันมักสื่อความหมายถึงการเป็นคนแข็งแกร่ง ในหนังเวสเทิร์น คนที่มีตาเดียวมักเก่งเสมอ แล้วใครจะไม่อยากเล่นเป็นหมาป่าตัวใหญ่ที่ร้ายกาจล่ะครับ”
มิเชลล์ โหยว ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับการรับบทเป็นผู้ร้าย หรือภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้ (แม้ว่า “KFP2” จะเป็นผลงานอนิเมชันศิลปะการต่อสู้เรื่องแรกของเธอก็ตาม) ถึงแม้เธอจะไม่เคยศึกษาศิลปะการต่อสู้อย่างเป็นทางการ แต่เธอก็ใช้การฝึกเต้นในวัยเด็กของเธอเป็นประโยชน์ในตอนที่เธอเริ่มแสดงภาพยนตร์แอ็กชันให้กับบริษัทฮ่องกงในช่วงกลางยุค 80s ความนิยมในตัวโหยว ซึ่งเป็นนักแสดงที่ได้รับการยกย่องอยู่แล้วนอกอเมริกา เพิ่มสูงขึ้นไปอีกด้วยการแสดงของเธอในภาพยนตร์ศิลป์ของอังลีเรื่อง “Crouching Tiger, Hidden Dragon” ใน KFP2 โหยวได้รับเลือกให้พากย์เสียง นักทำนาย แกะเขาใหญ่อาวุโสผู้ชาญฉลาด ที่ใกล้เคียงกับตัวละครแม่มดในละคร “Macbeth” และสิ่งที่เธอทำนายก็มีอิทธิพล (หรือเป็นตัวกำหนด) ประเด็นสำคัญในพล็อตบางตอนด้วย
โหยวให้ความเห็นว่า “ฉันเล่น ‘Crouching Tiger’ เพราะฉันรู้สึกว่าหนังแนวนี้ขาดศักดิ์ศรีและการได้รับการเคารพอย่างที่ควรจะเป็น มันซึมซับอยู่ในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเรา ซึ่งฉันคิดว่ามันช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้ชมชาวตะวันตกได้จริงๆ และฉันก็รู้สึกว่า ‘Kung Fu Panda’ ก็ทำแบบเดียวกันนี้ ไม่ว่าคนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขากำลังได้สัมผัสกับวัฒนธรรม ศิลปะการต่อสู้และตำนานจีน และมันก็ดำเนินไปในรูปแบบสร้างความบันเทิงที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนบทเรียนหรือห้องเรียนการเรียนรู้เลย ฉันคิดว่ามันเป็นความบันเทิงที่วิเศษสุด และฉันก็ดีใจมากที่พวกเขาให้ฉันมามีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้ค่ะ”

การหวนคืนสู่โลกโบราณที่งดงาม…
“ถ้ามันง่ายหรือเห็นได้ชัด มันก็ไม่อยู่ในหนังเรื่องนี้หรอก”
นั่นเป็นคำมั่นที่ปรากฏอยู่ใน “Kung Fu Panda” โดยผู้อำนวยการสร้างค็อบบ์และทีมผู้สร้างและระดับความยอดเยี่ยมนั้นก็ถูกสานต่อเมื่อการถ่ายทำซีเควลนี้เริ่มต้นขึ้น สำหรับหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองภาค มันดูเหมือนความท้าทายที่น่าหวาดหวั่นที่ต้องพยายามทำให้เหนือกว่าความสำเร็จเชิงศิลป์ของภาคที่แล้ว
แจ็ค แบล็คให้ความเห็นว่า “ผมคิดไม่ออกเลยว่า พวกเขาจะทำยังไงให้เหนือกว่าซีเควนซ์น่าทึ่งของไต้หลุงในภาคแรก พวกมันน่าอัศจรรย์มาก แต่นั่นคือสิ่งที่เจนและทุกคนตั้งใจจะทำ และพวกเขาก็ทำได้ ไม่เพียงแต่กังฟูจะถูกยกระดับขึ้น แต่พวกฉากก็เหมือนกัน ทั้งเมือง ทิวทัศน์ ภูมิประเทศจีนโบราณที่งดงาม ฉากอาทิตย์อัสดง แถมตอนนี้ ทุกอย่างก็อยู่ใน 3D ด้วย ผมรู้ว่าผมพูดบ่อยแล้ว แต่มันเจ๋งจริงๆ นี่ มันมีภาพเจดีย์ขนาดใหญ่ที่เป็นฐานบัญชาการของลอร์ดเชน แค่ภาพเรนเดอร์มันก็สวยจับตาแล้ว แล้วผมยังต้องพูดออกมาอีกหรือ ฉากต่อสู้ ที่โปพุ่งมาทางคุณ ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ในสองมิติ มันจะทำให้คุณทึ่ง แต่ใน 3D มันจะทำให้ครอบครัวคุณทึ่งไปด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจไม่ได้อยู่ในโรงหนังด้วยซ้ำ”
เจนนิเฟอร์ หยู เนลสัน มองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นไปอีก “ตอนนี้ เอฟเฟ็กต์ที่เราสามารถทำได้จะล้ำสมัยกว่าเมื่อสองสามปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเลเยอร์ 3D ที่เพิ่มเข้ามา เราก็เลยสามารถทำอะไรที่เราต้องการได้กับแอ็กชัน ด้วยความที่เราอยากจะสานต่อพื้นฐานจากภาคแรก และภาคแรกทุกอย่างก็เกิดขึ้นภายในขอบเขตที่ค่อนข้างปลอดภัยของหุบเขาสันติ เราก็เลยอยากผลักดันโปให้พ้นจากโซนปลอดภัยของเขาไปสู่โลเกชันที่กว้างขวางขึ้น และน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น เราอยากจะสำรวจเรื่องนั้นและสร้างความรู้สึกของสเกลที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา รวมไปถึงความสาหัสของความท้าทายที่โปและเจ้าตำนานผู้พิชิตทั้งห้าต้องเผชิญด้วยค่ะ”
สำหรับ แคลร์ ไนท์ มือลำดับภาพที่กลับมารับหน้าที่นี้อีกครั้ง จริงอยู่ว่า 3D เป็นความท้าทาย แต่มันก็ยังเป็นส่วนขยายที่เธอยินดีตอบรับมันด้วย “สิ่งที่ฉันพบเกี่ยวกับ 3D คือมันทำให้คนอินมากขึ้น สำหรับฉันแล้ว การลำดับภาพใน 3D ทำให้ฉันต้องดูหน้าจอมากขึ้น และผู้ชมก็จะได้เห็นอะไรเยอะขึ้น ดังนั้น ในตอนนี้ เราก็จะใช้ความระมัดระวังมากขึ้นไปอีก ตอนนี้ ฉันจะต้องดูว่าดวงตาบ่งบอกอะไรบ้างจริงๆ พอฉันดูมากเกินไป ด้วยความเร็วเกินไป ฉันก็จะเกิดอาการปวดหัวและปวดตาตามมา มันเป็นความท้าทายที่หนักกว่าค่ะ แต่ก็น่าตื่นเต้นกว่าด้วย และโลกนี้ก็งดงามมาก มันเป็นทั้งแอ็กชันและสิ่งแวดล้อมที่เหลือเชื่อ มันเป็นกระบวนการเล่าเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบและน่าตื่นเต้นมากๆ ค่ะ”
ผู้ที่กลับมา ‘ดูแล’ ลุคของภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งคือผู้ออกแบบงานสร้างเรย์มอนด์ ซีบาค เขาพูดถึงหน้าที่ของเขาว่า “โดยพื้นฐานแล้ว ผมรับผิดชอบกับภาพทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่การออกแบบตัวละคร การออกแบบโลเกชัน ไปจนถึงสีสันของหนังทั้งเรื่อง ทั้งแสงและอาร์ตเวิร์ค สรุปแล้วว่าผมเป็นซูเปอร์ผู้กำกับศิลป์ครับ ถ้าคำนั้นใช้ได้ล่ะก็นะ”

…ด้วยการไปเยี่ยมเมืองจีนปัจจุบัน

มีการใช้ทั้งเวลาและความทุ่มเทมากพอสมควรเพื่อสร้าง “Kung Fu Panda 2” ขึ้นในผืนผ้าใบที่กว้างขวางกว่าที่เคยเป็นเมื่อตัวละครก้าวเท้าออกจากหุบเขาสันติไปยังเมืองกงเหมิน สิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นหมายถึงรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หัวหน้าของแผนกต่างๆ ก็เลยเดินทางไปเมืองจีน ที่ซึ่งพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากโลเกชันจริงๆ บางแห่ง
เกลนน์ เบอร์เกอร์ให้ความเห็นว่า “ผมไม่รู้ว่าเรย์มอนด์สร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ยังไง แต่ผมดีใจที่เขาทำได้ เราโชคดีที่ได้เขียนภายในโลกใบนั้น ในตอนที่เราได้เดินทางไปจีนกับแผนกอื่นๆ พวกเขาก็มักจะดึงสมุดสเก็ตช์มาขีดๆ เขียนๆ และถ่ายรูปอยู่เสมอ และเราก็จะได้เห็นช่วงเวลาที่การเดินทางเหล่านั้นปรากฏในภาคที่สอง ทั้งภูมิประเทศและทิวทัศน์เมืองที่เป็นแรงบันดาลใจ…เราทึ่งกับสิ่งที่พวกเขาทำจริงๆ”
ผู้อำนวยการสร้างค็อบบ์กล่าวว่า “เรย์มอนด์ไม่กลัวเลยกับการผลักดันขอบเขตด้านวิชวล เขามีไอเดียในหัว และก็ไม่เกรงกลัวกับการทำให้แน่ใจว่าภาพพวกนั้นจะปรากฏบนหน้าจอ ดังนั้น เขากับเจนก็กลายเป็นทีมชั้นเยี่ยม พวกเขาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พวกเขาร่วมงานกันบ่อยในภาคแรก และในภาคนี้ พวกเขาก็ได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดค่ะ พวกเขามีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง และเรย์มอนด์ก็นำวิสัยทัศน์เชิงศิลป์มายกระดับโปรเจ็กต์นี้ ทั้งเรื่องแสง เอฟเฟ็กต์ ลุคของตัวละคร รายละเอียดของโลกใบนั้น และรายละเอียดของพื้นผิว พวกเขาเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมจนสามารถดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของกันและกันออกมาได้ค่ะ”
เอเบลกล่าวว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งได้ดูภาพที่เราไปถ่ายกันมาตอนไปจีน เป็นภาพที่เรายืนอยู่ตรงกำแพงเมืองจีน ตรงหน้าวัดและอนุสาวรีย์ แล้วพอผมได้ดูภาพของเรย์มอนด์และผู้กำกับศิลป์ทัง ก็เห็นมีแต่ภาพอิฐ ตะไคร่ ไม้เก่าๆ เศษผ้า ของทุกอย่างที่พวกเขาใส่ลงไปในหนัง ‘เสมือนจริง’ ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้จะต้องถูกสร้างขึ้น ทุกพื้นผิว ทุกรายละเอียด ทุกเท็กซ์เจอร์ พอผมดูภาพพวกนั้น มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่จริงๆ ทั้งหมดเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาทำครับ”
เบอร์เกอร์กล่าวต่อว่า “ใช่ครับ มันทำให้คุณรู้ด้วยว่า เราสนุกกับช่วงเวลาในจีนมากกว่าพวกเขา พวกเขาทำงานกันจริงๆ จังๆ เชียวล่ะ! ผมหมายถึง เราสามารถเขียนถึงแพะนักทำนายที่เคี้ยวชายผ้าเสื้อคลุมผ้าไหมของนกยูงได้อย่างสบายๆ เพียงเพราะเราคิดว่ามันตลก แต่พวกเขาจะต้องออกแบบเสื้อคลุมผ้าไหม ฟันของแพะ และภาพที่ว่าเนื้อผ้านั้นจะมีลักษณะยังไงเวลาถูกเคี้ยวและเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของเธอ…มันน่าทึ่งมากสำหรับผม และผมก็ดีใจที่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา!”
ในขณะที่ภาคแรกได้รับแรงบันดาลใจและถูกกำหนดด้วยวัตถุดิบอ้างอิงบางอย่าง เช่นหนังสือกองแล้วกองเล่า (และเสิร์ชทางอินเทอร์เน็ต) เกี่ยวกับศิลปะ สถาปัตยกรรม สัญลักษณ์ เครื่องแต่งกาย อาหาร ภูมิประเทศของจีน ร่วมด้วยการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ภาคที่สองแรงบันดาลใจเกิดจากประสบการณ์โดยตรงของทีมผู้สร้าง ผู้สำรวจแง่มุมต่างๆ ในประเทศนั้นด้วยตาตัวเอง ซีบาคเล่าว่า “แม้กระทั่งการทำงาน ‘ทางไกล’ ของเราในภาคแรก ยังถูกใจที่นั่น (จีน) เลย มีคนพูดว่า ‘คุณมาจากอเมริกา ทำไมคุณถ่ายทอดภาพพวกนี้ได้ล่ะ’ มันเป็นคำชมที่ดีที่สุดสำหรับผม ผมต้องบอกว่า ผมรักวัฒนธรรม ผมคิดว่าการที่เราเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจจากอาร์ตเวิร์ค ซึ่งมาจากวัฒนธรรมนี้ และการทำให้เรื่องพวกนั้นส่งอิทธิพลต่อเรื่องราว ทุกแง่มุม ทำให้เรื่องราวนี้ให้ความรู้สึกสมจริง แม้กระทั่งสำหรับชาวจีนเองก็ตามครับ”
เนลสันกล่าวว่า “การได้ไปจีนน่าทึ่งมากเพราะมันจะก่อให้เกิดความรู้ด้านพื้นผิวบางอย่างสำหรับสถานที่ที่คุณจะไม่มีวันรู้ได้จากหนังสือ การได้ไปอยู่ที่นั่นและได้สัมผัสว่าอากาศที่นั่นเป็นยังไง หรือลักษณะที่แสงส่องกระทบด้านข้างตึกหรือกระเบื้อง มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยผลักดันให้หนังเรื่องนี้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ”
สำหรับแรงบันดาลใจด้านภาพ ทีมงานได้ไปเยี่ยมชมเมืองโบราณปิงเยา วัดเส้าหลิน และปักกิ่ง แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับเฉิงตู ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน พวกเขาใช้เวลาไปกับสถานอนุรักษ์แพนด้าและตามวัดและวิหารของพุทธและลัทธิเต๋า ซึ่งส่วนมากตั้งอยู่ท่ามกลาง “หุบเขาลึกลับในหมอก ใกล้ๆ กับบริเวณนั้น” ซีบาคบอก “ซึ่งสำหรับผมแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่กำหนดลุคหลายๆ อย่างในหนังเรื่องนี้ครับ”
มณฑลเสฉวนเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของแพนด้า และเป็นที่อาศัยของ 80% ของประชากรแพนด้าทั่วประเทศ เนื่องด้วยศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยแพนด้า ที่อยู่ห่างจากเฉิงตูไม่กี่ไมล์ โจนาธาน เอเบลกล่าวว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่แพนด้าจะอ่อนโยน ตลกและมีชีวิตชีวาอย่างที่คุณหวังไว้น่ะครับ”
เกลนน์ เบอร์เกอร์ให้ความเห็นว่า “เราได้พบ ได้สัมผัสและจูบแพนด้าบางตัวในศูนย์ด้วย มันมีเปลที่เต็มไปด้วยลูกแพนด้าห้าตัว และถ้าผมจะแอบเอาแพนด้าซักตัวใส่มาในแจ็คเก็ตของผมได้ ผมก็คงจะทำไปแล้ว แต่ผมก็สังเกตเห็นว่าถึงแม้พวกมันจะน่ารักแค่ไหน แต่มันก็ไม่ตลกเท่าแจ็คหรอกครับ”
ส่วนหนึ่งที่ทำให้แจ็คตลก (ในบทของโป) คือสิ่งที่ตัวละครของเขาสามารถทำได้บนหน้าจอ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ อเล็กซ์ พาร์กินสัน พูดถึงหน้าที่ของเขาว่าเป็น “ที่ที่อนิเมชันพบกับคอมพิวเตอร์ อนิเมชัน เราจับเอาไอเดียเพี้ยนๆ ของผู้กำกับ มือเขียนบทและทีมงานฝ่ายเรื่องราวมารวมกับอาร์ตเวิร์คน่าทึ่งที่ผู้ออกแบบงานสร้างและผู้กำกับศิลป์สร้างขึ้น เพื่อฉายมันขึ้นบนหน้าจอ เราเป็นผู้ดูแลคอมพิวเตอร์ กราฟฟิคทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการน่ะครับ”
พาร์กินสันเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยทำงานใน “Kung Fu Panda” มาก่อน “เหมือนกับคนอื่นๆ ในโลก ผมก็อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของโปเหมือนกัน ผมคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่วิเศษสุดเกี่ยวกับภาคแรกคือมันทิ้งคำถามเอาไว้ ทุกคนอยากจะรู้ว่าทำไมพ่อของโปถึงเป็นห่าน ทำไมเขาถึงเป็นแพนด้าตัวเดียวในหมู่บ้าน ผมเลยคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านั้นคือการสร้างภาคสองขึ้นมาครับ”
นอกเหนือไปจากการตอบคำถามที่ถูกทิ้งไว้ยังเป็นโอกาสของการได้ทำงานในผืนผ้าใบที่ใหญ่กว่าภาคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งแวดล้อมของเมืองกงเหมิน (“มันเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมจีนยิ่งใหญ่ครับ!”) และหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของลอร์ดเชน นกยูงเผือก “การสร้างขนนกยากกว่าขนชนิดอื่น เพราะคุณจะสามารถเห็นส่วนที่มันทิ่มทะลุผิวหนัง ด้วยความที่ขนชนิดอื่นบางกว่า มันก็เลยสามารถผ่านไปได้โดยไม่มีใครสังเกต แต่กับขนนก ถ้ามันแทรกผ่านกันและกัน คุณจะเห็นการชนกัน ดังนั้น การทำให้แน่ใจว่าขนนกทุกเส้นจะแยกจากกันและไม่ทะลุผ่านกันและกันคือการแยกส่วนการทะลุ ขนแต่ละเส้นจะต้องถูกจัดการแยกกันครับ”
แล้วซีเควนซ์ที่ผสมผสานแง่มุมที่ท้าทายทุกอย่างเกี่ยวกับอนิเมชัน ดิจิตอลล่ะ ทีมผู้สร้าง “Kung Fu Panda 2” ไม่เคยเลือกเส้นทางเดินที่ง่ายดายเลย มือเขียนบท/ผู้ร่วมอำนวยการสร้างเกลนน์ เบอร์เกอร์กล่าวว่า “เราอาจจะเขียนในสคริปต์ง่ายๆ ว่า ‘แล้วก็เกิดสงครามครั้งใหญ่ตรงนี้ ซึ่งมีเรื่องนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้น มีปืนใหญ่และโปก็ได้เผชิญหน้ากับกระสุนปืนใหญ่’ แต่การได้เห็นตอนนั้นกลายเป็นสงครามอีพิคห้านาทีก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ”
มือเขียนบท/ผู้ร่วมอำนวยการสร้างโจนาธาน เอเบลกล่าวว่า “และนั่นก็กลายเป็นประสบการณ์การทำงานยาวนานสองปีสำหรับคนหลายร้อยคน สิ่งที่เราใช้เวลาเขียนเพียงไม่กี่วันกลายเป็นงานสำหรับทุกแผนก และเราก็ได้เรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจบางอย่างเกี่ยวกับอนิเมชันด้วย ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่แพงที่สุดและใช้เวลานานที่สุด ซึ่งก็คือปืนใหญ่ระเบิดเมืองทั้งเมือง กลับไม่แพงเท่ากับฉากตัวละครเปียกโชก ขนที่เปียก ขนนกที่เปียก นอกเหนือจากการสร้างมันขึ้นมา และทำให้มันเหมือนจริงและมีลักษณะเหมือนจริง ซึ่งก็ท้าทายมากพออยู่แล้ว ตอนนี้ เรายังต้องทำให้มันเปียกอีก…เราได้เรียนรู้แล้วว่ามันแพงมากๆ”
เบอร์เกอร์กล่าวติดตลกว่า “ใช่ครับ เราทุ่มทุนให้กับหนังเรื่องนี้ไม่อั้น เราใช้ระเบิดมากมายและมีทั้งขนและขนนกที่เปียกเต็มเลย! มีคนพูดล้อเล่นว่าบรรทัดที่แพงที่สุดที่มือเขียนบทจะเขียนขึ้นมาได้คือ ‘แล้วฝนก็เริ่มตก’ แล้วฝนก็ตกในหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับ”
และผู้ที่กลับมาช่วยงานเขาคือโรดอล์ฟ กูโนเดน ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์, นักวาดภาพเรื่องราวและที่ปรึกษาและออกแบบศิลปะการต่อสู้ของเรื่อง เขาพูดถึงภาคล่าสุดนี้ด้วยความรู้สึกที่สอดคล้องไปกับทีมงานเดิมของ KFP คนอื่นๆ ว่า “สเกลเป็นเรื่องใหญ่ครับ หนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรก ในทุกๆ แง่มุม ทั้งแบ็คกราวน์ ทิวทัศน์ จำนวนตัวละครบนหน้าจอ อารมณ์ที่ปรากฏ ภาพมันน่าทึ่งมากๆ ผมคิดว่ามันน่าทึ่งจริงๆ”
แต่แม้กระทั่งในโลก 3D ที่ใหญ่กว่าและสวยงามกว่า บางสิ่งก็ยังคงเหมือนเดิม เขากล่าวต่อไปว่า “เราไม่อยากให้โปกลายเป็นบรูซ ลี กลายเป็นคนจริงจังอย่างฉับพลัน เรายังอยากให้เขาซุ่มซ่ามนิดๆ แม้ว่าเขาจะได้รับการฝึกฝนมากขึ้นแล้วในตอนนี้ และสามารถวาดลวดลายได้ เขายังคงเรียนรู้และพัฒนาสไตล์ของตัวเอง เพียงแต่มันก็ยังมีโอกาสสำหรับคอเมดี แม้กระทั่งในฉากแอ็กชันก็ตาม โปฝึกฝนกังฟูคลาสสิก แต่เขาทำมันออกมาในสไตล์แพนด้า ดังนั้น คอเมดีก็เลยเกิดจากความจริงที่ว่า ในตอนเขาต่อสู้ มันก็จะกลายเป็นงานหนัก ดังนั้น สีหน้าเขาก็จะแสดงออกมา และบางครั้ง เราก็จะได้เห็นเขาหอบอย่างหนัก เขาไม่ได้มีสีหน้าพร้อมรบแบบไทเกรสน่ะครับ”
เมื่อมีเชน วายร้ายตัวใหม่เกิดขึ้น โอกาสในการใช้อิทธิพลใหม่ๆ (ที่อาจคาดไม่ถึงด้วย) ก็เกิดตามมาด้วย ระหว่างที่คิดเรื่องสไตล์การต่อสู้ของคู่ปรับล่าสุดของโป กูโนเดนก็นึกถึงการใส่เอาท่าแปลกๆ ที่เขาสังเกตเห็นระหว่างการดูการแข่งโอลิมปิคที่ปักกิ่งเข้าไป “เชนสง่างาม ดูดี แต่ก็สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นน่ากลัว น่าหวาดหวั่น หรือแม้กระทั่งอันตรายด้วยซ้ำไป การได้เล่นกับตัวละครตัวนี้สนุกมากจริงๆ ตอนที่เราเริ่มสำรวจเขาครั้งแรก ผมกำลังอยู่ระหว่างการร่างภาพสเก็ตช์และดูยิมนาสติกในการแข่งขันโอลิมปิคครับ พวกสาวๆ ใช้อุปกรณ์หลายอย่าง ซึ่งพวกเธอก็พลิ้วไหวและยืดหยุ่นมากๆ ผมคิดว่ามันคงจะเยี่ยมถ้าได้ผสมผสานศิลปะการต่อสู้เข้ากับท่าที่คาดไม่ถึงพวกนั้น…ซึ่งบางอย่างค่อนไปทางแปลกด้วย การมีนักสู้ที่สามารถทำท่าพวกนั้น ยกขา และยืดมันออกเกือบถึงหัว พร้อมๆ กับถือดาบได้น่ะ สำหรับนกยูง เรายังใส่หางยาวเฟื้อยของเขาเข้าไปในการต่อสู้ด้วย เพื่อเป็นโล่ เป็นเกราะป้องกัน หรือใช้โบกสะบัด มันมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากมายกับตัวละครตัวนี้ที่สนุกทีเดียวครับ”

การสานต่อการเดินทาง
แม้กระทั่งด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเพิ่มแอ็กชันเข้าไป สเกลที่ใหญ่โตขึ้น และผลกระทบด้านวิชวลของ 3D “Kung Fu Panda 2” ก็ยังคงเป็นการเดินทางของหนุ่มน้อยนักฝัน โป อยู่ดีนั่นเอง
โจนาธาน เอเบลกล่าวว่า “พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแพนด้าที่จะกลายเป็นปรมาจารย์กังฟูก็จริง แต่พวกเราทุกคนต่างก็มีความฝันลับๆ และรู้สึกว่าเราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากจะทำได้จริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะบางทีคนอื่นๆ อาจบอกเราว่าเราไม่ดีพอ ผมเลยคิดว่าความเปราะบางของโปและความจริงที่ว่าเขาไม่เคยยอมแพ้ และท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้เข้าถึงหลายๆ คน”
เมลิสซา ค็อบบ์กล่าวต่อว่า “และตรงแก่นของเรื่องราวนี้ โปก็ยังเป็นโป เขาเก่งกังฟูขึ้น แต่เขาก็ยังน่าขันนิดๆ ซุ่มซ่ามหน่อยๆ กินเก่ง และบางครั้ง ความกระตือรือร้นของเขาก็แซงหน้าความสามารถของเขา แต่ไม่ว่าเขาจะพาตัวเองไปเจอกับสถานการณ์แบบไหน ผู้ชมก็จะเข้าใจเขาและสนุกกับการได้ดูเรื่องราวนี้เกิดขึ้นค่ะ”
สำหรับผู้กำกับเนลสัน การเดินทางร่วมกับศิลปินที่คิดคล้ายๆ กันกับเธอคือสิ่งที่ทำให้เธอหวนคืนสู่เรื่องราวของโปอีกครั้ง เธอกล่าวสรุปว่า “เราผ่านปีแพนด้าที่ยาวนานมาด้วยกัน และเราก็รู้จักตัวละครทุกตัว เรารู้จักหนังเรื่องนี้ดีและเราก็หวงแหนมัน และอยากจะทำให้แน่ใจว่าหนังจะออกมาดี ทุกคนชื่นชอบมันมาก ฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับคนมากมาย ที่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะทำให้มันเป็นหนังที่ดี คุณไม่ต้องขอร้องเลย พวกเขาก็จะบอกว่า ‘ผมว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ เพราะฉะนั้น ผมก็จะขัดเกลามันไปเรื่อยๆ’ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องขอร้องด้วยซ้ำ พวกเขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้หนังออกมาดี และมันก็วิเศษสุดค่ะ พวกเขาเป็นคนเก่งที่ไม่มีอีโก้ และหนังเรื่องนี้ก็มาก่อนเสมอ นี่เป็นเรื่องของความยอดเยี่ยมของทุกคนและการอุทิศความสามารถนั้นสู่เป้าหมายที่เรามีร่วมกันค่ะ”
แจ็ค แบล็คกล่าวเสริมว่า “มันวนกลับมาเป็นวงกลมครับ ตอนนี้ ผมเล่นกับตัวละครนี้มาห้าปี ทำให้เด็กๆ สนุกกับมัน และได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่คุณต้องทำคือทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง คุณไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้หรอกว่าคุณจะเก่งอะไรแค่ไหน คุณอาจทำให้ตัวเองแพ้ก่อนที่คุณจะก้าวเท้าออกพ้นประตูด้วยซ้ำไป แต่คุณก็ต้องเดินหน้าครับ”

ประวัตินักแสดง

แจ็ค แบล็ค (Jack Black) พากย์เสียง โป
ในช่วงปลายปี 2010 ที่ผ่านมา แจ็ค แบล็คยุ่งอยู่กับการส่งรีเมกเรื่อง “Gulliver’s Travels” โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ลงโรงในช่วงเดือนธันวาคม แบล็ค ผู้รับหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว นำแสดงในบทลามูเอล กัลลิเวอร์ ประกบเอมิลี บลันท์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด, เจสัน ซีเกลและอแมนดา พีท ปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ยืนโรงมานานสี่เดือนแล้ว ทำรายได้ไปกว่า 218 ล้านเหรียญ
ในฤดูใบไม้ร่วง แบล็คก็ยังคงงานยุ่งเหมือนเดิม เมื่อเขามีคิวส่งภาพยนตร์หลายเรื่องลงโรง ไม่ว่าจะเป็น “The Big Year” ที่ร่วมแสดงโดยเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แองเจลิก้า ฮูสตันและดาราตลกระดับแนวหน้า สตีฟ มาร์ติน, โอเวน วิลสัน, จิม พาร์สันส์, ราชิดา โจนส์และโจเอล แม็คเฮล ที่มีกำหนดลงโรงในเดือนตุลาคม ให้กับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ นอกจากนี้ เขายังจะได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่จะลงโรงในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า "The Muppets” ที่เขียนบทโดยเจสัน ซีเกล เพื่อนร่วมแสดงใน "Gulliver’s” ของเขา ให้กับดิสนีย์อีกด้วย
ล่าสุด แบล็คเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "Bernie” ที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์จาก "School of Rock” อีกครั้งหนึ่ง โดยแบล็ครับบทผู้จัดการงานศพในเมืองเล็กๆ ผู้ผูกมิตรกับแม่ม่ายร่ำรวย (เชอร์ลีย์ แม็คเลน) ในเมืองเล็กๆ ของเท็กซัส เมื่อเธอเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาก็ทำทุกหนทางเพื่อทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ลิงค์เลเตอร์ ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับสคิป ฮอลแลนด์สเวิร์ธ จะส่งภาพยนตร์เรื่องนี้ลงโรงให้กับโคลัมเบีย พิคเจอร์สในปี 2011
ในปี 2009 แบล็คได้พากย์เสียงเอ็ดดี้ ริกส์ (ที่มีเขาเป็นต้นแบบ) ตัวละครในวิดีโอเกมในเกมยอดนิยม "Brutal Legend” เกมดังกล่าวเล่าเรื่องราวของนักดนตรี (ริกส์) ในโลกแฟนตาซีของเฮฟวี เมทัล แบล็คได้รับการเสนอชื่อและคว้ารางวัลสไปค์ วิดีโอ เกม อวอร์ด สาขาการพากย์เสียงยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จในปี 2009
ปี 2008 เป็นปีที่งานชุมสำหรับแบล็ค เริ่มต้นจากงานพากย์เสียง โป ในภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง "Kung Fu Panda” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าฉายในเดือนมิถุนายน กวาดรายได้ไปกว่า 633 ล้านเหรียญทั่วโลก
แบล็คกลับสู่อันดับท็อปของชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศอีกครั้งในเดือนสิงหาคมด้วยภาพยนตร์โดยพาราเมาท์เรื่อง "Tropic Thunder” นอกจากเบน สติลเลอร์ ผู้กำกับ เขียนบทและนำแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว แบล็คยังร่วมแสดงโดยดาราระดับแนวหน้า อาทิโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, เจย์ บารูเชล, แบรนดอน ที. แจ็คสัน, ทอม ครูซและแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ครองอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศติดต่อกันสองสัปดาห์และทำรายได้ในอเมริกาไปกว่า 110 ล้านเหรียญ
การเป็นอันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแบล็ค โดยในเดือนกันยายน ปี 2003 แบล็คพิสูจน์ความเป็นดาราแม่เหล็กของเขาด้วยภาพยนตร์ของพาราเมาท์ พิคเจอร์สที่เปิดตัวที่อันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “School of Rock” จากผู้อำนวยการสร้างสก็อต รูดิน ผู้กำกับริชาร์ด ลิงเลเตอร์และมือเขียนบทไมค์ ไวท์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ แบล็คได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาการแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงชายในภาพยนตร์ มิวสิคัลหรือคอเมดี ในปีถัดไป แจ็คได้กลับมาร่วมงานกับไวท์อีกครั้งใน "Nacho Libre” ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกภายใต้แบล็ค แอนด์ ไวท์ โปรดักชันส์ ซึ่งก่อตั้งโดยทั้งคู่ในช่วงปลายปี 2004
ในเดือนธันวาคม ปี 2005 แบล็คได้แสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง “King Kong” ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่กำกับโดยปีเตอร์ แจ็คสัน เปิดตัวที่อันดับหนึ่งและครองอันดับหนึ่งได้สามสัปดาห์ติดต่อกัน รวมทั้งกวาดรายได้ไปกว่า 540 ล้านเหรียญทั่วโลก
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของแบล็คได้แก่คอเมดีเรื่อง “Bob Roberts,” “High Fidelity,” “Saving Silverman,” “Shallow Hal,” “Orange County,” “Envy,” “Shark Tale,” “The Holiday,” ดรามาอินดีเรื่อง “Jesus’ Son” และดรามาปี 2007 เรื่อง “Margot at the Wedding”
นอกจากนั้นแล้ว แฟนๆ ยังรู้จักแบล็คในฐานะนักร้องนำของวงร็อค/โฟล์คคอเมดี Tenacious D ซึ่งเขากับเพื่อน ไคล์ แกซ ร่วมกันก่อตั้งขึ้น อัลบัมชื่อเดียวกับชื่อวงได้ออกวางแผงในปี 2001 ภายใต้อีพิค เรคคอร์ดส์ และทำยอดขายได้ถึงระดับโกลด์อย่างรวดเร็ว พวกเขาได้ออกซีรีส์วาไรตี้ทางเอชบีโอในปี 1999 และยังได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “Tenacious D in The Pick of Destiny” ให้กับนิวไลน์ ซีเนมา ซึ่งลงโรงในเดือนพฤศจิกายน ปี 2006 อีกด้วย
หลังจาก "Pick of Destiny” ก็มีการปล่อยสารคดีที่เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้อีกสองเรื่อง เรื่องแรก “The Making of ‘The Pick of Destiny'” ที่กำกับและอำนวยการสร้างโดยแบล็ค เผยให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนเรื่องที่สอง “D Tour: A Tenacious Documentary” โฟกัสไปที่การทัวร์รอบโลกเพื่อโปรโมตภาพยนตร์และซาวน์แทร็คของเรื่อง
ปัจจุบัน แบล็คใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส กับทันยา ภรรยา และลูกชายสองคนของพวกเขา

แองเจลินา โจลี่ (Angelina Jolie) พากย์เสียง ไทเกรส พยัคฆ์เสือ
แองเจลินา โจลี่ เจ้าของหนึ่งรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและสามรางวัลลูกโลกทองคำ ยังคงเป็นหนึ่งในนักแสดงนำฝ่ายหญิงระดับแถวหน้าของฮอลลีวูด
ล่าสุด โจลี่ได้แสดงประกบจอห์นนี่ เด็ปป์ใน “The Tourist” ภาพยนตร์โดยผู้กำกับเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ฟลอเรียน เฮนเคล ฟอน ดอนเนอร์สมาร์ค ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เมื่อปีที่แล้ว เธอได้นำแสดงในทริลเลอร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง “Salt” ให้กับผู้กำกับฟิลิป นอยซ์ ก่อนหน้านั้น เธอได้นำแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังโดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง “Changeling” ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม รวมไปถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สมาพันธ์นักแสดง รางวัลบาฟตา รางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์ รางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนและรางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโก
นอกจากนี้ โจลี่ยังได้นำแสดงในภาพยนตร์ฮิตปี 2008 เรื่อง “Wanted” ทริลเลอร์แฟนตาซี ที่กำกับโดยทิเมอร์ เบคแมมเบทอฟและภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง “Kung Fu Panda” ที่เธอร่วมงานกับแจ็ค แบล็คอีกด้วย ในปี 2007 เธอได้นำแสดงในภาพยนตร์ของโรเบิร์ต ซีเมคิสเรื่อง “Beowulf” และภาพยนตร์ของไมเคิล วินเทอร์บอททอมเรื่อง “A Mighty Heart” ซึ่งสร้างขึ้นจากเรื่องจริงของมารีแอนน์และแดเนียล เพิร์ล
การแสดงของโจลี่ใน “A Mighty Heart” ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลสมาพันธ์นักแสดง รางวัลนักวิจารณ์บรอดคาสท์ และรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ด
ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเธอได้แก่ “The Good Shepherd” ที่กำกับโดยโรเบิร์ต เดอ นีโรและร่วมแสดงโดยแมต เดมอน, “Mr. & Mrs. Smith” ที่ร่วมแสดงโดยแบรด พิตต์, “Alexander” ที่กำกับโดยโอลิเวอร์ สโตนและร่วมแสดงโดยโคลิน ฟาร์เรลและแอนโธนี ฮอปกินส์ ในปี 2003 เธอได้รับบทนำในภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยเรื่อง “Lara Croft: Tomb Raider: The Cradle of Life” ซีเควลของภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศของผู้กำกับไซมอน เวสต์เมื่อปี 2001 และรับบทผู้ทำงานบรรเทาสาธารณภัยขององค์กรสหประชาชาติในดรามาเรื่อง “Beyond Borders”
การแสดงในบทคนไข้โรคจิตของโจลี่ใน “Girl, Interrupted” ทำให้เธอได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่สาม, รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์บรอดคาสต์, รางวัลโชเวสต์นักแสดงสมทบยอดเยี่ยมแห่งปีและรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง “Gia” ทำให้โจลี่ได้รับเสียงชื่นชมและยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลสมาพันธ์นักแสดง อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี จากการแสดงในบทซูเปอร์โมเดล เกีย คาแรนจี ที่ตายเพราะโรคเอดส์
นอกจากนี้ โจลี่ยังได้รับการยกย่องในวงกว้างจากผลงานด้านมนุษยธรรมของเธอ เธอเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัลซิติเซนส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ อวอร์ดจากสมาคมนักข่าวสหประชาชาติ รวมถึงรางวัลโกลบอล ฮิวแมนิทาเรียน แอ็กชัน อวอร์ดในปี 2005 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 โจลี่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสภาที่ปรึกษาฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ในช่วงเวลาห้าปี เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ออกนโยบายต่างประเทศรุ่นใหม่
โจลี่ดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีองค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) เธอได้ช่วยเหลือผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กต่างด้าว และก่อตั้งเนชันแนล เซ็นเตอร์ ฟอร์ รีฟิวจี แอนด์ อิมมิแกรนท์ ชิลเดรน องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เด็กๆ ที่ต้องการที่พักพิง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ดัสติน ฮอฟแมน (Dustin Hoffman) พากย์เสียง ชิฟู
ดัสติน ฮอฟแมน เจ้าของสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอีกเจ็ดสมัย ผู้ซึ่งการมาถึงในฮอลลีวูดของเขาช่วยผลักดันวิธีการสร้างภาพยนตร์แบบใหม่ให้เกิดขึ้น ยังคงสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องให้กับประวัติการเป็นนักแสดงของเขาที่เต็มไปด้วยตัวละครที่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่าง “นักแสดงสมทบ” และ “นักแสดงนำ”
ฮอฟแมนได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกจากบทเบนจามิน แบรดด็อกในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดของไมค์ นิโคลส์เรื่อง “The Graduate” นับตั้งแต่นั้น เขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดอีกหกครั้งจากภาพยนตร์ที่แตกต่างกันไปเช่น “Midnight Cowboy,” “Lenny,” “Tootsie” (ภาพยนตร์ที่เขาอำนวยการสร้างเองผ่านทางบริษัทพันช์ โปรดักชันส์ของเขา) และ “Wag the Dog” และฮอฟแมนก็มาได้ออสการ์ในปี 1979 จากภาพยนตร์เรื่อง “Kramer vs. Kramer” และในปี 1988 จาก “Rain Man” ในปี 1997 เขาได้รับรางวัลเซซิล บี. เดอมิลล์ จากเวทีลูกโลกทองคำอันทรงเกียรติ
เมื่อเร็วๆ นี้ ฮอฟแมนเพิ่งกลับมารับบทเบอร์นีย์ ฟ็อกเกอร์ของเขาอีกครั้งใน “Little Fockers” ที่เธอได้แสดงประกบเบน สติลเลอร์, โรเบิร์ต เดอนีโรและบาร์บรา สตรายแซนด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สในวันที่ 22 ธันวาคม ปี 2010
ปัจจุบัน ผลงานของเขาที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำคือดรามาเอชบีโอเกี่ยวกับการแข่งม้าของไมเคิล แมนน์เรื่อง “Luck” ที่ฮอฟแมนรับบทเอซ เบิร์นสไตน์ นักพนันผู้ชาญฉลาด ผู้เพิ่งถูกปล่อยตัวจากคุก เบิร์นสไตน์ร่วมมือกับกัส อีโคโนโม (เดนนิส ฟารินา) โชเฟอร์และลูกสมุนที่ร่วมงานกับเขามานาน เพื่อสร้างแผนการซับซ้อนที่เกี่ยวกับสนามแข่ง
“Barney’s Version” ภาพยนตร์อินดีเรื่องใหม่ที่กำกับโดยริชาร์ด เจ. ลูอิส ได้ดัสตินแสดงประกบพอล จิอาแมตติในบทตำรวจที่เกษียณแล้ว และพ่อ ผู้ซึ่งลูกชายใช้ชีวิตเหลวแหลกและกลายเป็น “บุคคลต้องสงสัย” ในการหายตัวอย่างลึกลับของเพื่อนเขา “Barney’s Version” เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปีนี้และจัดจำหน่ายโดยโซนี พิคเจอร์ส คลาสสิกส์
ล่าสุด ฮอฟแมนได้นำแสดงใน “Last Chance Harvey” เรื่องราวความรักที่เกิดในกรุงลอนดอน ที่เขียนบทและกำกับโดยโจเอล ฮ็อปกินส์ และร่วมแสดงโดยเอ็มมา ธอมป์สัน เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทภาพยนตร์ คอเมดีหรือมิวสิคัลสำหรับบทนี้
เมื่อเร็วๆ นี้ ฮอฟแมนเพิ่งพากย์เสียงภาพยนตร์ฮิตเรื่อง “Kung Fu Panda” ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมแห่งปี และฮอฟแมนก็ได้รับรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาพากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “The Tale of Despereaux,” “Mr. Magorium’s Wonder Emporium,” “Stranger Than Fiction,” “Perfume,” “Meet the Fockers,” “Finding Neverland,” “I Heart Huckabee’s,” “The Lost City,” “Racing Stripes,” “Runaway Jury,” “Little Big Man,” “Straw Dogs,” “Papillon,” “All the President’s Men,” “Marathon Man,” “Straight Time,” “Agatha,” “Ishtar,” “Dick Tracy,” “Billy Bathgate,” “Mad City,” “Hero,” “Sleepers,” “Sphere,” “American Buffalo,” “Hook” และ “Outbreak”
ด้านละครเวที ฮอฟแมนก็มีผลงานที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน ผลงานละครเวทีเรื่องแรกของเขาคือละครของเกอร์ทรู้ด สไตน์เรื่อง “Yes Is for a Very Young Man” โปรดักชันของซาราห์ ลอว์เรนซ์ คอลเลจ การแสดงครั้งนี้นำไปสู่บทบาทในละครออฟบรอดเวย์หลายเรื่องเช่น “Journey of the Fifth Horse” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโอบีและ “Eh?” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ความสำเร็จบนเวทีของเขาสะดุดตาไมค์ นิโคลส์ ผู้เลือกเขามาแสดงใน “The Graduate” ในปี 1969 ฮอฟแมนได้เปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ด้วยละครของเมอร์เรย์ ชิสกัลเรื่อง “Jimmy Shine” ในปี 1974 ฮอฟแมนมีผลงานการกำกับละครบรอดเวย์เรื่องแรกด้วยละครของชิสกัลเรื่อง “All Over Town” ในปี 1984 ฮอฟแมนได้รับรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทวิลลี โลแมนของเขาในละครบรอดเวย์เรื่อง “Death of a Salesman” ซึ่งเขาอำนวยการสร้างเองด้วย นอกเหนือไปจากการแสดงละครบรอดเวย์แล้ว เขายังมีรายการพิเศษที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดอีกด้วย นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงโทนี อวอร์ดจากบทไชล็อคของเขาใน “The Merchant of Venice” ซึ่งเป็นบทเดียวกับที่เขาเคยแสดงบนละครเวทีของลอนดอนมาก่อน
ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ฮอฟแมนได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ของโทนี โกลด์วินเรื่อง “A Walk on the Moon” ที่นำแสดงโดยไดแอน เลน, วิกโก มอร์เตนเซน, ลีฟ ชไรเบอร์และแอนนา พาควิน และเขาก็ได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง “The Devil’s Arithmetic” ที่ได้รับสองรางวัลเอ็มมี อวอร์ด
ฮอฟแมนเกิดในลอสแองเจลิสและเข้าศึกษาที่ซานตา มอนิกา คอมมิวนิตี คอลเลจ ภายหลัง เขาได้เข้าศึกษาที่พาซาเดนา เพลย์เฮาส์ก่อนที่จะย้ายไปนิวยอร์กเพื่อศึกษากับลี สตราส์เบิร์ก
ฮอฟแมนรับหน้าที่ประธานบอร์ดที่ปรึกษาด้านศิลป์ให้กับอีไล แอนด์ อีดิธ บรอด สเตจ เธียเตอร์ ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 20 กันยายน ปี 2008 โรงละคร 499 ที่นั่งแห่งนี้เป็นที่รองรับการแสดงสำหรับซานตา มอนิกา คอลเลจและชุมชนรอบด้าน
เมื่อเร็วๆ นี้ ฮอฟแมนเพิ่งได้รับรางวัลซีซาร์ มีดัล เกียรติยศจากเวทีซีซาร์ อวอร์ดปี 2009

เฉินหลง (Jackie Chan) พากย์เสียง มังกี้ เจ้าวานร
เฉินหลงเป็นนักแสดง นักออกแบบคิวบู๊ ผู้กำกับ นักแสดงตลก ผู้อำนวยการสร้าง นักต่อสู้ศิลปะการต่อสู้ มือเขียนบท นักธุรกิจ นักร้องและนักแสดงสตันท์ เขาเป็นชาวฮ่องกง ผู้โด่งดังจากสไตล์การต่อสู้กายกรรม จังหวะการแสดงตลก การใช้อาวุธใกล้มือและสตันท์แปลกใหม่ เฉินหลงมีผลงานแสดงมาตั้งแต่ยุค 70s และได้แสดงภาพยนตร์มากว่า 100 เรื่อง
ในปี 1960 พ่อของเขาอพยพไปออสเตรเลีย เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าพ่อครัวให้กับสถานทูตอเมริกัน และเฉินหลงก็ถูกส่งไปเรียนที่ไชนา ดรามา อคาเดมี โรงเรียนงิ้วในปักกิ่ง ที่นั่น เฉินหลงได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และกายกรรมอย่างหนัก
หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 1971 เฉินหลงก็ได้ทำงานเป็นนักแสดงกายกรรมและสตันท์แมน ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาในตอนนั้นคือ “Fist of Fury” ที่นำแสดงโดยบรูซ ลี ซูเปอร์สตาร์ชาวฮ่องกง สำหรับภาพยนตร์เรื่องนั้น เขาได้ร่วงลงมาในความสูงที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน ทำให้เขาเป็นที่สนใจของลี และคนอื่นๆ
หลังจากการเสียชีวิตอันเป็นโศกนาฏกรรมของลี เฉินหลงก็ตัดสินใจว่าเขาอยากจะฉีกขนบของลีและสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ในการผสมผสานความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้และความกล้าที่น่าประทับใจ ซึ่งเขายืนกรานว่าจะแสดงสตันท์ด้วยตัวเอง รวมเข้ากับฟิสิคัล คอเมดีสุดฮา ที่ทำให้นึกถึงบัสเตอร์ คีย์ตัน หนึ่งในไอดอลของเขา เฉินหลงก็ได้พบสูตรสำเร็จในโลกภาพยนตร์ของเขา
ผลงานแจ้งเกิดของเฉินหลงคือภาพยนตร์ปี 1978 เรื่อง “Snake in the Eagle's Shadow” ภายใต้การกำกับของหยวนวูปิง เฉินหลงได้รับอิสระในการทำงานสตันท์อย่างเต็มที่ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวสร้างคำนิยามให้กับแนวกังฟูตลก และสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้ชมฮ่องกง หลังจากนั้น เฉินหลงก็ได้แสดงใน “Drunken Master” ซึ่งผลักดันเขาให้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง
ผลงานภาพยนตร์ที่น่าจดจำของเขาได้แก่ “Supercop,” “Supercop 2” กับมิเชลล์ โหยว, “Rumble in the Bronx,” “Thunderbolt,” “Mr. Nice Guy,” “Rush Hour” สามภาคที่ร่วมแสดงโดยคริส ทัคเกอร์, “Shanghai Noon” และ “Shanghai Knights” ที่ร่วมแสดงโดยโอเวน วิลสัน, “The Tuxedo” ที่ร่วมแสดงโดยเจนนิเฟอร์ เลิฟ เฮวิตต์, “The Medallion,” “Around the World in 80 Days” ซึ่งเขารับบทปาสปาร์ตู/เหล่าซิง, “Kung Fu Panda” ที่พากย์เสียงมังกี้, “The Spy Next Door” และภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ปี 2010 เรื่อง “The Karate Kid” ที่ร่วมแสดงโดยจาเดน สมิธ และอำนวยการสร้างโดยวิลล์ สมิธและเจอร์รี ไวน์ทร็อบให้กับโซนี พิคเจอร์ส นอกจากนี้ เขายังพากย์เสียงเป็นตัวเองในซีรีส์อนิเมชันเรื่อง “Jackie Chan Adventures”
ในปี 1983 เขาได้ก่อตั้งสมาคมสตันท์แมนเฉินหลงขึ้น ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นองค์กรที่มีสมาชิกหกคน และมีความหมายว่าไม่เพียงแต่สตันท์แมนจะได้รับเงินประกัน แต่พวกเขายังได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนที่สูงขึ้น
มูลนิธิการกุศลเฉินหลง ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 ให้ทุนการศึกษาและการช่วยเหลือสำหรับเยาวชนฮ่องกงผ่านทางโครงการต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิแห่งนี้ได้ขยายขอบเขตเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ความช่วยเหลือสำหรับเหยื่อภัยธรรมชาติหรืออาการเจ็บป่วย รวมไปถึงโปรเจ็กต์ที่ผู้ได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นชาวฮ่องกงหรือองค์กรฮ่องกง
เฉินหลงเป็นทูตสันถวไมตรียูนิเซฟ และเขาก็ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้การสนับสนุนงานการกุศลต่างๆ เขาได้ก่อตั้งแคมเปญอนุรักษ์สัตว์และต่อต้านการทำทารุณต่อสัตว์ รวมทั้งสนับสนุนโครงการบรรเทาทุกข์ภัยน้ำท่วมในจีน และสึนามิในปี 2004 ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 เขาประกาศที่จะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตัวเองให้กับการกุศลหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง โดยกล่าวถึงความชื่นชมที่เขามีต่อความพยายามของวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์และบิลล์ เกทส์ที่จะช่วยเหลือผู้ขาดแคลน หลังจากเหตุแผ่นดินไหวในเสฉวนปี 2008 เฉินหลงก็ได้บริจาคเงิน 10 ล้านหยวนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สำหรับเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่โทโฮคุปี 2011 เฉินหลงและเพื่อนศิลปินทั่วเอเชียได้ร่วมกันขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตการกุศลสามชั่วโมงในวันที่ 1 เมษายน เพื่อช่วยเหลือโครงการบรรเทาทุกข์ชาวญี่ปุ่น ที่เฉินหลงได้พูดถึงผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งนี้ว่า “พวกคุณจะไม่ได้อยู่ลำพัง พวกเราจะอยู่เคียงข้างพวกคุณเอง” คอนเสิร์ตครั้งนี้รวบรวมเงินได้ถึงกว่า 3.3 ล้านเหรียญ

เซธ โรแกน (Seth Rogen) พากย์เสียง แมนทิส ตั๊กแตนจอมต่อย
เซธ โรแกน สร้างชื่อในฐานะนักแสดงตลก มือเขียนบทและผู้อำนวยการสร้างรุ่นใหม่ โรแกนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถหลากหลายของเขาในการร่วมเขียนบท ควบคุมงานสร้างและนำแสดงในบทบริท รี้ด จากภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง “The Green Hornet” ที่เข้าฉายในเดือนมกราคม ภายใต้การกำกับของมิเชล กอนดรี โรแกนได้แสดงประกบคริสตอฟ วอลซ์ นักแสดงเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้รับบทชัดนอฟสกี้ จอมวายร้าย
เมื่อเร็วๆ นี้ โรแกนเพิ่งปิดกล้องเรื่อง “The Untitled Seth Rogen Cancer Comedy” ภาพยนตร์ที่เขียนบทและสร้างขึ้นจากชีวิตจริงของวิลล์ ไรเซอร์ ชาวแวนคูเวอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ร่วมแสดงโดยโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ บอกเล่ามุมมองน่าขบขันของชายหนุ่มวัย 25 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง (กอร์ดอน-เลวิตต์) และเพื่อนซี้ของเขาที่อยากให้เขาสู้กับโรคร้ายนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในฤดูใบไม้ผลิปี 2011 เมื่อเร็วๆ นี้ โรแกนพากย์เสียงในคอเมดีเรื่อง “Paul” และได้ร่วมงานกับเกร็ก มอตโตลา ผู้กำกับจาก “Superbad” ในภาพยนตร์ที่เขียนบทโดยนิค ฟรอสต์และไซมอน เพ็กก์และร่วมแสดงโดยเจน ลินช์, คริสเตน วิกและเจสัน เบทแมน โรแกนพากย์เสียงเป็นเอเลียนที่หนีออกนอก Area 51 และร่วมเดินทางกับหนุ่มบ้าคอมฯสองคนไปงานคอมิกคอน
โรแกน ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขางานเขียนยอดเยี่ยมสำหรับรายการวาไรตี้ ดนตรีหรือคอเมดีจากรายการ “Da Ali G Show” ในปี 2005 เขาเริ่มต้นการทำงานด้วยการแสดงตลกในแวนคูเวอร์ตั้งแต่อายุ 13 ปี หลังจากย้ายไปลอสแองเจลิส เขาก็ได้รับบทสมทบในซีรีส์คอเมดีชื่อดังสองเรื่องของจัดด์ อพาโทว์เรื่อง “Freaks and Geeks” และ “Undeclared” ซึ่งเขาถูกจ้างเป็นนักเขียนของซีรีส์ด้วย ไม่นานหลังจากนั้น โรแกนก็ได้รับเลือกจากอพาโทว์ให้ร่วมแสดงภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง “The 40-Year-Old Virgin” ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศและครองอันดับหนึ่งได้สองสัปดาห์ติดต่อกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ไป 175 ล้านเหรียญทั่วโลก และช่วยผลักดันให้โรแกนกลายเป็นดาราดาวรุ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ที่โดดเด่นที่สุดในรอบปีโดยเอเอฟไอและได้รับรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์คอเมดียอดเยี่ยมจากเวทีคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดครั้งที่ 11 โดยโรแกนรับหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยเช่นกัน
โรแกนได้นำแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์สองเรื่องในปี 2007 โดยเรื่องแรกคือ “Knocked Up” ที่เขาแสดงประกบแคทเธอรีน เฮเกล, พอล รัดด์และเลสลีย์ แมนน์ ภาพยนตร์โดยอพาโทว์เรื่องนี้กวาดรายได้ไปกว่า 140 ล้านเหรียญในอเมริกา ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่จัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล ได้โรแกนเป็นผู้ควบคุมงานสร้างด้วย ไม่นานหลังจากนั้น โรแกนได้นำแสดงใน ”Superbad” (คอเมดีกึ่งอัตชีวประวัติ) ที่เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานสร้างกับอีวาน โกลด์เบิร์ก คู่หูในการเขียนบทของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ไปกว่า 120 ล้านเหรียญให้กับโซนี พิคเจอร์ส นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังประสบความสำเร็จในแอ็กชันคอเมดีช่วงซัมเมอร์ปีถัดไปเรื่อง “Pineapple Express” ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เขาแสดงประกบเจมส์ ฟรังโก้และแดนนี่ แม็คไบรด์ ทำรายได้ให้กับโซนี พิคเจอร์สไปกว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก
นอกจากนี้ โรแกนยังประสบความสำเร็จจากงานพากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันด้วย เริ่มต้นจาก “Kung Fu Panda” ในบทแมนทิส ร่วมกับแจ็ค แบล็ค, ดัสติน ฮอฟแมนและแองเจลินา โจลี่ หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์อนิเมชัน 3D เรื่อง “Monsters vs. Aliens” โดยเขาพากย์เสียงบ็อบ ร่วมกับพอล รัดด์, เรนน์ วิลสันและรีส วิทเธอร์สปูน เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดจำหน่ายโดยดรีมเวิร์คส์และทำรายได้เกือบ 370 ล้านเหรียญทั่วโลก
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “Horton Hears a Who!,” “Zack and Miri Make a Porno,” “Observe and Report” และ “Funny People” ประกบอดัม แซนด์เลอร์
หลังจากนี้ เขาจะเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Take This Waltz” กับซาราห์ ซิลเวอร์แมนและมิเชลล์ วิลเลียมส์ ภายใต้การกำกับของซาราห์ โปลลีย์
ปัจจุบัน โรแกนใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

ลูซี ลิว (Lucy Liu) พากย์เสียง ไวเปอร์ อสรพิษไฟ
ลูซี ลิวประสบความสำเร็จในจอแก้ว จอเงินและละครบรอดเวย์ทั้งเชิงคำวิจารณ์และรายได้ ผลงานล่าสุดของเธอ “The Man with the Iron Fists” ที่กำกับโดยเดอะ อาร์ซีเอ และร่วมแสดงโดยรัสเซล โครว์ มีกำหนดจะเข้าฉายในปี 2012 ตอนนี้ ลิวมีภาพยนตร์สามเรื่องที่อยู่ในช่วงโปสต์โปรดักชัน ได้แก่ “Detachment” ที่กำกับโดยโทนี เคย์และร่วมแสดงโดยเอเดรียน โบรดี้, เจมส์ คานและมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน, “Someday This Pain Will Be Useful to You” ภาพยนตร์ที่โรแบร์โต้ แฟนซาดัดแปลงจากนิยายโดยปีเตอร์ คาเมรอนและ “East Fifth Bliss” คอเมดีที่ร่วมแสดงโดยไมเคิล ซี. ฮอลและปีเตอร์ ฟอนดา
ลิวเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในเดือนมีนาคม ปี 2010 ในละครที่ได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดเรื่อง “God of Carnage” ที่เธอรับบทแอนเน็ตต์ และร่วมแสดงโดยเจฟฟ์ แดเนียลส์, ดีแลน เบเกอร์และเจเน็ต แม็คเทียร์ ในเดือนมกราคม ปี 2010 เธอมีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง “Half the Sky” โดยนิโคลัส ดี. คริสตอฟและเชอริล วูดันน์ ผลงานเรื่องแรกในฐานะผู้อำนวยการสร้างของเธอเรื่อง “Freedom’s Fury” เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาในปี 2006
ผลงานภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของลูซีได้แก่ “Charlie’s Angels,” “Charlie’s Angels: Full Throttle,” “Kill Bill,” “Chicago,” “Code Name: The Cleaner,” “Rise,” “Watching the Detectives,” “Domino,” “Lucky Number Slevin,” “3 Needles,” “Shanghai Noon,” “Payback,” “Play It to the Bone,” “Ballistic: Ecks vs. Sever” และ “The Year of Getting to Know Us”
ด้านจอแก้ว ลูซีได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็นเอเอซีพีสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงนำในโรแมนติกคอเมดีทางไลฟ์ไทม์ เน็ตเวิร์คในเดือนธันวาคม ปี 2010 เรื่อง “Marry Me” นอกจากนี้ ลิวยังได้รับบทที่ลืมไม่ลงอย่างหลิง วูในซีรีส์ฮิตทางฟ็อกซ์เรื่อง “Ally McBeal” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี รวมไปถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี เธอได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์ฮิตเรื่อง “Cashmere Mafia”และ “Dirty Sexy Money” และได้แสดงบทรับเชิญในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Sex and the City,” “Joey” และ “Ugly Betty” และได้พากย์เสียงซีรีส์อนนิเมชันอย่าง “The Simpsons,” “Futurama” และ “King of the Hill” อีกด้วย
ลูซี ผู้เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้อำนวยการสร้างและบรรยายสารคดีทรงพลังเรื่อง “Redlight” ที่โฟกัสความทุกข์ยากของผู้หญิงและเด็กที่ถูกขายเป็นแรงงานทางเพศ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวที่งานเทศกาลภาพยนตร์วู้ดสต็อคในปี 2009 และแพร่ภาพทางโชว์ไทม์ในปี 2010 ลิวเป็นทูตยูนิเซฟตั้งแต่ปี 2004 และเคยเดินทางไปเลโซโธ ปากีสถาน ไอวอรีโคสต์ สาธารณรัฐประชาธิปไตคองโก ไคโรและเปรูมาแล้ว
ลิวเป็นชาวนิวยอร์ก เธอสำเร็จการศึกษาจากสตูอีฟเซนต์ ไฮสคูล ก่อนจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

เดวิด ครอส (David Cross) พากย์เสียง เครน กระเรียนทอง
เดวิด ครอส เดิมมาจากแอตแลนตา, จอร์เจีย เขาดั้นด้นเดินทางไปบอสตันเพื่อศึกษาเรื่องภาพยนตร์ที่อีเมอร์สัน คอลเลจ แต่ไม่นานนัก เขาก็ดร็อปออกมาและเริ่มแสดงตลกเต็มเวลา เขาย้ายไปลอสแองเจลิสเพื่อเขียนบทรายการ “The Ben Stiller Show” ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี ร่วมกับนักเขียนคนอื่นๆ ของรายการนี้ (เขาได้รับรางวัลหลังจากที่รายการนี้ถูกแคนเซิลไป)
เขาดำเนินตามขนบสเก็ตช์ คอเมดีด้วยการสร้างรายการแปลกใหม่ให้กับเอชบีโอในชื่อ “Mr. Show with Bob and David” (ร่วมกับบ็อบ โอเดนคริก) รายการนี้ออกอากาศได้สี่ปีและได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลเอ็มมี เขายังได้ออกอัลบัมคอเมดีสองชุดภายใต้สังกัดซับป๊อปในชื่อ “Shut Up You F#@%ing Baby” และ “It’s Not Funny” อัลบัม “Shut Up…” ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ด โดยทั้งสองชุดยังทำยอดขายได้ดีและได้รับเสียงวิจารณ์ชมเชยอย่างล้นหลาม ในปี 2010 เดวิดได้ออกซีดีคอเมดีสเปเชียล “Bigger and Blackerer” ร่วมกับซีดีชื่อเดียวกันนี้ นอกเหนือจากนั้น หนังสือเล่มแรกของเขา I Drink For a Reason ก็ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม ปี 2009
ครอสได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น “Men in Black” (ทั้งภาค 1 และ 2), “Waiting for Guffman,” “Ghost World,” “Eternal Sunshine of the Spotless Mind,” “School for Scoundrels,” “Curious George,” “The Year One” และภาพยนตร์ดรีมเวิร์คส์เรื่อง “Megamind” และ “Kung Fu Panda” นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมแสดงใน ภาพยนตร์ของท็อดด์ เฮย์นที่ถ่ายทอดชีวิตของบ็อบ ดีแลนเรื่อง “I’m Not There” อีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ฟ็อกซ์เรื่อง “Alvin & The Chipmunks 3” และได้ร่วมแสดงใน “Alvin” ภาคแรกและซีเควลด้วย
ด้านจอแก้ว ครอสได้แสดงในคอเมดีทางฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์คที่ได้รับรางวัลเอ็มมีเรื่อง “Arrested Development” ในบทโทเบียส ฟุงเก้ และเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Running Wilde” เขาได้เขียนบท อำนวยการสร้างและนำแสดงในซีรีส์อนิเมชันทางคอเมดี เซ็นทรัลเรื่อง “Freak Show” ซึ่งเขาร่วมสร้างกับเดวิดและจอน เบนจามิน นอกจากนี้ เขายังมีบทประจำในซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Running Wilde” อีกด้วย ปัจจุบัน เดวิดกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีซันที่สองของซีรีส์ “The Increasingly Poor Decisions of Todd Margaret” ซึ่งเขาสร้างและนำแสดงให้กับไอเอฟซีและแชนแนล โฟร์ในอังกฤษ

เจมส์ ฮอง (James Hong) พากย์เสียง มิสเตอร์พิง
ตลอดอาชีพนักแสดงเกือบ 60 ปี เจมส์ ฮอง มีผลงานภาพยนตร์และละครโทรทัศน์กว่าห้าร้อยเรื่อง โดยในการแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “Blade Runner,” “Chinatown” และภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกเรื่อง “Big Trouble in Little China” เขาได้สร้างตัวละครโด่งดังนับไม่ถ้วน
ล่าสุด เขาได้แสดงประกบเจสัน สตาแธมใน “Safe” และ “The Day the Earth Stood Still”
เจมส์ ผู้กลับมารับบทมิสเตอร์พิงใน “Kung Fu Panda” อีกครั้ง เพิ่งได้รับรางวัลแอนนี อวอร์ดจากการพากย์เสียงใน “Kung Fu Panda Holiday”
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการจอแก้วและจอเงิน เจมส์ ฮองได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงมากความสามารถที่สุดในโลก ในช่วงแรกเริ่ม ความสามารถของเขาไปสะดุดตากรูโช มาร์กซ์ ผู้ช่วยผลักดันเขา เจมส์ได้ร่วมงานกับนักแสดงในตำนานมากมายเช่นคลาร์ค เกเบิลและซูซาน เฮย์เวิร์ด ไม่นานนัก เจมส์ก็เริ่มได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “Balls of Fury,” “The Golden Child,” “Black Widow,” “Wayne’s World 2,” “The In-Laws,” “Red Corner,” “Mulan,” “Airplane!,” “The Two Jakes,” “Revenge of the Nerds 2” และ “Breathless”
นอกจากนี้ เจมส์ยังได้ร่วมแสดงในซีรีส์ปัจจุบันและซีรีส์คลาสสิกหลายเรื่อง รวมถึง “The West Wing,” “The Big Bang Theory,” “Chuck,” “Bones,” “The X-Files,” “The Drew Carey Show,” “The King of Queens,” “Law & Order,” “Malcolm in the Middle,” “Friends,” “Seinfeld,” “Miami Vice,” “The Rockford Files,” “Charlie’s Angels,” “Taxi,” “Dynasty,” “The New Adventures of Wonder Woman,” “Starsky & Hutch,” “ All in the Family,” “Hawaii Five-O,” “Mission: Impossible,” “Bonanza” และ “Dragnet” ด้วย
นักแสดงผู้ทำงานหนักผู้นี้ยังคงสนใจบทบาทที่ท้าทาย และเขาก็ได้รับบทนำในบทที่พูดภาษาฝรั่งเศสล้วนๆ ใน “The Idol”
เจมส์ ฮอง ผู้กลายเป็นตำนานมีชีวิตในชุมชมชาวเอเชีย อเมริกันไปแล้ว ได้ร่วมก่อตั้งอีสต์ เวสต์ เพลเยอร์ส ซึ่งเป็นคณะละครเอเชีย อเมริกันแห่งแรกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในลอสแองเจลิส และทำหน้าที่เป็นประธานและสมาชิกสาขาของสมาพันธ์ศิลปินเอเชีย แปซิฟิค อเมริกันด้วย
ปัจจุบัน นักแสดงชาวมินนิโซตา ผู้สำเร็จการศึกษาจากยูเอสซี ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในลอสแองเจลิส โดยเขาทำงานทั้งเขียนบท อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์อินดีของตัวเอง

แกรี โอลด์แมน (Gary Oldman) พากย์เสียง ลอร์ดเชน
แกรี โอลด์แมน ผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์มาเกือบ 20 ปี เป็นที่รู้จักของผู้ชมนับล้านๆ ในบทซิเรียส แบล็ค (พ่อทูนหัวของแฮร์รี พอตเตอร์), สารวัตรกอร์ดอน (ผู้ร่วมมือกับแบทแมนในการต่อสู้กับอาชญากรรม), แดร็คคูลา, บีโธเฟน, ลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์, ซิด วิเชียส และบทผู้ก่อการร้ายผู้ยึดเครื่องบินของแฮร์ริสัน ฟอร์ดใน “Air Force One” นอกจากนี้ เขายังได้นำแสดงในภาพยนตร์โดยลุค เบซงเรื่อง “The Professional” และ “The Fifth Element” รวมไปถึงบทดร.แซ็คคารี สมิธในภาพยนตร์เรื่อง “Lost in Space” อีกด้วย
โอลด์แมนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงชั้นแนวหน้าในรุ่นของเขา และเป็นดาราที่โด่งดังระดับโลก เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากมายยิ่งกว่านักแสดงคนไหนๆ ตลอด 18 ปี และเขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์ที่ติดอันดับท็อปเท็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสองเรื่อง
โอลด์แมนได้รับรางวัล 2011 เอ็มไพร์ ไอคอน อวอร์ด จากความสำเร็จในชีวิตนักแสดงของเขา
เขาได้แสดงในภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ทั้งสี่ภาค ได้แก่ “Harry Potter and the Prisoner of Azkaban,” “Harry Potter and the Goblet of Fire,” “Harry Potter and the Order of the Phoenix” และ “Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II” และเขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์แบทแมนทั้งสองภาคได้แก่ “Batman Begins” และ “The Dark Knight” อีกทั้งยังจะได้ร่วมแสดงใน “The Dark Knight Rises” ที่ยังไม่ลงโรงอีกด้วย
ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการสร้างตัวละครที่น่าจดจำอีกหนึ่งตัวในเวอร์ชันภาพยนตร์ของนิยายโดยจอห์น เลอ คาร์เรื่อง “Tinker, Tailor, Soldier, Spy” ในบทสายลับจอร์จ สมายลีย์
ดาราเจ้าบทบาท ผู้ร่วมแสดงกับเดนเซล วอชิงตันในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง “The Book of Eli” เริ่มต้นงานแสดงในปี 1979 และจำกัดอยู่เพียงละครเวทีเท่านั้น (ระหว่างปี 1985-1989 เขาได้แสดงที่รอยัล คอร์ทในกรุงลอนดอน) ผลงานภาพยนตร์บีบีซีช่วงแรกๆ ของเขาได้แก่ภาพยนตร์โดยไมค์ ลีห์เรื่อง “Meantime” และ “The Firm” โดยอลัน คลาร์ก ผู้ล่วงลับ ผลงานภาพยนตร์หลังจากนั้นของเขาได้แก่ “Sid and Nancy,” “Prick Up Your Ears” (ที่กำกับโดยสตีเฟน เฟรียส์), “Rosencrantz and Gildenstern Are Dead” (ที่กำกับโดยทอม สต็อพเพิร์ด), “State of Grace,” “JFK” (ที่กำกับโดยโอลิเวอร์ สโตน), “Bram Stoker’s Dracula” (ที่กำกับโดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา), “Romeo Is Bleeding,” “True Romance” (ที่กำกับโดยโทนี สก็อตต์t), “The Professional” (ที่กำกับโดยลุค เบซง), “Murder In the First,” “Immortal Beloved” และ “The Scarlet Letter” (ที่กำกับโดยโรแลนด์ จอฟฟ์)
ในปี 1995 เขาและผู้จัดการ/คู่หูในการอำนวยการสร้าง ดักกลาส เออร์เบินสกี้ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทโปรดักชันขึ้น เดอะ เอสอีเอท กรุ๊ป ซึ่งอำนวยการสร้างผลงานการกำกับเรื่องแรกของโอลด์แมนเรื่อง “Nil By Mouth” ที่เขาได้เขียนบทเองด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลเก้ารางวัลจากทั้งหมดสิบเจ็ดรางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดสายการประกวดหลักในงานครบรอบ 50 ปี เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในปี 1997 ซึ่งเคธี เบิร์ค ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในปีเดียวกันนี้ นอกจากสองรางวัลบาฟตา อวอร์ดสาขาภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยม (ร่วมกับดักกลาส เออร์เบินสกี้) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ซึ่งเขาร่วมเขียนด้วย) แล้ว โอลด์แมนยังได้รับรางวัลผู้กำกับแชนแนลโฟร์อันทรงเกียรติจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเอดินเบิร์กห์ปี 1997 อีกด้วย
ในปี 2000 เขาและเออร์เบินสกี้ได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง “The Contender” ซึ่งร่วมแสดงโดยโจน อัลเลน, เจฟฟ์ บริดเจส, คริสเตียน สเลเตอร์และแซม เอลเลียต ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลออสการ์
ตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมา โอลด์แมนได้แสดงในภาพยนตร์สิบเรื่องที่เปิดตัวในอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิศ โดยรวมแล้ว ผลงานภาพยนตร์ของเขากวาดรายได้ไปกว่าพันล้านเหรียญ

มิเชลล์ โหยว (Michelle Yeoh) พากย์เสียง ผู้ทำนาย
มิเชลล์ โหยว นักแสดงหญิงและผู้อำนวยการสร้างชื่อดังระดับโลก ได้แสดงในภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ยอดนิยม “Tomorrow Never Dies,” “Crouching Tiger, Hidden Dragon,” “Memoirs of a Geisha,” “Sunshine,” “The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor” และ “Babylon A.D.” ในภาพยนตร์ของเธอ เธอมักท้าทายมุมมองเดิมๆ เกี่ยวกับผู้หญิงเอเชียด้วยการสร้างบทหญิงแกร่งขึ้นมา
ในปี 1983 เธอสำเร็จการศึกษาสาขาศิลปะสร้างสรรค์จากประเทศอังกฤษ ในปีเดียวกัน เธอได้รับมงกฏมิสมาเลเซียและไม่นานนัก เธอก็กลายเป็นราชินีกังฟูของฮ่องกง ผู้เป็นที่รู้จักจากการแสดงฉากสตันท์ของเธอเองตั้งแต่ภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องแรกของเธอ “Yes Madam”
การแสดงของเธอในพีเรียดอีพิคเรื่อง “Crouching Tiger, Hidden Dragon” ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีม้าทองคำไทเป, ฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดและบาฟตา อวอร์ดในปี 2001 นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากไซน์เอเชียในปี 1999 และรางวัลดาราระดับโลกแห่งปีจากงานโชเวสต์ปี 2001 ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “ดะโต๊ะ” โดยรัฐบาลมาเลเซีย
ในปี 2002 มิเชลล์ได้อำนวยการสร้างและนำแสดงใน “The Touch” แอ็กชันผจญภัยโรแมนติกร่วมสมัย ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอได้รับรางวัลมองต์บลังค์ อาร์ตส์ พาโทรเนจ อวอร์ดจากความสำเร็จและคุณูปการที่เธอมีต่อการสนับสนุนผู้มีความคิดสร้างสรรค์ หลังจากนั้น เธอก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้อำนวยการสร้างแห่งปีโดยไซน์เอเชียและรางวัลเยาวชนดีเด่นโดยสภาเยาวชนนานาชาติ
ในปี 2004 เธอได้นำแสดงในอีพิคโรแมนติกน่าประทับใจเรื่อง “Memoirs of a Geisha” ที่สร้างขึ้นจากนิยายชื่อดังระดับโลก อำนวยการสร้างโดยสตีเวน สปีลเบิร์กและกำกับโดยร็อบ มาร์แชล ในปีถัดมา เธอได้ร่วมแสดงในทริลเลอร์ไซไฟโดยแดนนี่ บอยล์เรื่อง “Sunshine”
ในเดือนตุลาคม ปี 2007 มิเชลล์ได้รับยศ “Chevalier de la Legion d’Honneur” จากประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากคุณูปการที่เธอมีต่อการแลกเปลี่ยนศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างเอเชียและฝรั่งเศส
ในปี 2008 เธอได้นำแสดงในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฮอลลีวูดเรื่อง “The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor” และภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟโดยผู้กำกับฝรั่งเศสแมทธิว คัสโซวิทซ์เรื่อง “Babylon A.D.” นอกจากนั้น เธอยังได้ร่วมงานกับเทอเรนซ์ ชาง เพื่อนเก่าของเธอและนักข่าวคนดังชาวไต้หวัน เดวิด ถัง ก่อตั้งสเตลลาร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทเอเจนซีเพื่อคนเอเชีย ที่คอยดูแลผู้กำกับและนักแสดงพรสวรรค์หน้าใหม่
ในปี 2009 เธอได้รับรางวัลอินฟลูเอนเชียล ไชนิส อวอร์ด 2008 จากคุณูปการและความสำเร็จด้านภาพยนตร์ของเธอในปักกิ่ง
เมื่อปีที่แล้ว เธอได้แสดงในภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง “Reign of Assassins” ที่กำกับโดยผู้กำกับชาวไต้หวัน ซูจ้าวปินและอำนวยการสร้างโดยจอห์น วู ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสในเดือนกันยายน ก่อนจะเข้าฉายในทวีปเอเชีย
ปัจจุบัน มิเชลล์อยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์โดยผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ลุค เบซงเรื่อง “The Lady” ที่เกี่ยวกับผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า นางอองซานซูจี
มิเชลล์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินและงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 1999 และ 2002 ตามลำดับ ในปี 2009 มิเชลล์กลายเป็นประธานกรรมการคนแรกของรางวัลเธิร์ด เอเชียน ฟิล์ม อวอร์ด
นอกเหนือจากผลงานภาพยนตร์และกิจกรรมด้านการกุศลแล้ว มิเชลล์ยังเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ให้กับลอรีอัล ปารีส (ผลิตภัณฑ์ความงาม), เวอร์ทู (โทรศัพท์มือถือหรู), แอนลีน (ผลิตภัณฑ์นม) และริชาร์ด มิลล์ (นาฬิกาหรู) อีกด้วย
ในปี 2009 มิเชลล์ได้ชิมลางงานศิลป์ด้วยการออกแบบโทรศัพท์มือถือของเธอเองร่วมกับแฟรงค์ นูโอโว ดีไซเนอร์หลักของเวอร์ทู โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้มีวางจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2009 นอกจากนั้น เธอยังได้ออกแบบนาฬิการุ่นใหม่กับริชาร์ด มิลล์ ซึ่งจะวางจำหน่ายในปี 2011 อีกด้วย
มิเชลล์อุทิศเวลาส่วนใหญ่ของเธอไปกับกิจกรรมการกุศลและเพื่อสังคม เธอเป็นทูตของแอมฟาร์ (มูลนิธิเพื่อการวิจัยโรคเอดส์), ฟอร์ซ ออฟ เนเจอร์, ฮ่องกง แคนเซอร์ ฟันด์, ไอซีเอ็ม (สถาบันเพื่อโรคทางสมอง) และเลิฟเฟธโฮป ชาริเทเบิล ฟาวน์เดชัน
นอกจากนี้ มิเชลล์ โหยวยังเป็นทูตสำหรับโครงการเมค โร้ดส์ เซฟ ที่กระตุ้นการรับรู้ถึงวาระซ่อนเร้นที่คร่าชีวิตเด็กถึงปีละ 260,000 ราย เธอรับหน้าที่ค้นหาความจริงทั่วโลกและเป็นผู้นำแคมเปญสำหรับ “ทศวรรษแห่งการกระทำเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน”
ในเดือนมีนาคม ปี 2010 เธอเป็นตัวแทนของมาเลเซียในการพูดที่ที่ประชุมใหญ่ สหประชาชาติ และกระตุ้นให้เรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องสำคัญในช่วงสิบปีข้างหน้า เพื่อช่วยชีวิตคนหลายล้านและป้องกันไม่ให้เกิดผู้บาดเจ็บและพิการหลายล้านคน

ฌอง-คล็อดด์ แวน เดมม์ (Jean-Claude Van Damme) พากย์เสียง มาสเตอร์คร็อก
ฌอง-คล็อดด์ แวน เดมม์ เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากภาพยนตร์แอ็กชันศิลปะการต่อสู้ของเขา ผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเขาได้แก่ “Bloodsport” (1988), “Kickboxer” (1989), “Double Impact” (1991), “Universal Soldier” (1992), “Hard Target” (1993), “Timecop” (1994) และ “JCVD” (2008) เนื่องด้วยรูปร่างและเชื้อสายเบลเยียมของเขา เขาเลยเป็นที่รู้จักในนามของ “หนุ่มกล้ามจากบรัสเซลส์”
หลังจากศึกษาศิลปะการต่อสู้อย่างหนักมาตั้งแต่สิบขวบ แวน เดมม์ก็ประสบความสำเร็จระดับชาติในเบลเยียมในฐานะนักต่อสู้ศิลปะการต่อสู้และนักเพาะกาย และได้รับตำแหน่งนักเพาะกาย “มิสเตอร์เบลเยียม” เขาอพยพไปอเมริกาในปี 1982 เพื่อเริ่มต้นงานแสดงภาพยนตร์ ผลงานแจ้งเกิดของเขาคือ “Bloodsport” ที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของแฟรงค์ ดุกซ์ ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยทุนสร้าง 1.5 ล้านเหรียญเรื่องนี้ ประสบความสำเร็จเชิงรายได้เมื่อมันลงโรงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1988 หลังจากนั้น เขาก็นำแสดงในภาพยนตร์ทุนต่ำเรื่อง “Cyborg” บทบาทเรื่องสุดท้ายของเขาในปี 1989 คือบทเคิร์ท สโลนในภาพยนตร์เรื่อง “Kickboxer” ที่ประสบความสำเร็จ
หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงประกบดอล์ฟ ลุนด์เกรนในภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง “Universal Soldier” ในขณะที่มันทำรายได้ไป 36,299,898 เหรียญในอเมริกา แต่มันกลับประสบความสำเร็จยิ่งกว่าในต่างประเทศด้วยรายได้กว่า 65 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่มีทุนสร้างเพียงแค่ 23 ล้านเหรียญ ทำให้มันเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของแวน เดมม์ในขณะนั้น
หลังจาก “Nowhere to Run” และ “Hard Target” เขาก็มีผลงานเรื่อง “Timecop” ในปี 1994 ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก และมันก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของเขาจนถึงปัจจุบัน
เขาหวนคืนสู่กระแสเมนสตรีมด้วยภาพยนตร์ที่ลงโรงแบบจำกัดโรงเรื่อง “JCVD” ในปี 2008 นิตยสารไทม์ยกย่องการแสดงของแวน เดมม์ในเรื่องนั้นว่าดีที่สุดเป็นอันดับสองในปีนั้น (เป็นรองจากบทโจ๊กเกอร์โดยฮีธ เล็ดเจอร์ใน “The Dark Knight”) หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าแวน เดมม์ “ไม่คู่ควรกับสายดำ แต่คู่ควรกับออสการ์”
ในปี 2010 เขาได้อำนวยการสร้าง เขียนบท ถ่ายทำและนำแสดง “The Eagle Path” และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งเปิดกล้อง “Dragon Eyes” แวน เดมม์จะหวนคืนสู่เวทีการต่อสู้อีกครั้ง และมีกำหนดที่จะสู้กับอดีตนักชกเหรียญทองโอลิมปิค สมลักษณ์ คำสิงห์ในเดือนเมษายน ปี 2011 มีรายงานว่าลาสเวกัส ประเทศอเมริกา, มอสโคว์ ประเทศรัสเซียและมาเก๊า ประเทศจีน เป็นสถานที่แข่งขัน สำหรับโอกาสในการเป็นชายคนแรกที่อายุมากกว่า 50 ที่ชกมวยอาชีพ แวน เดมม์กล่าวว่า “มันอันตรายก็จริง แต่ชีวิตคนเรามันสั้นครับ”
แวน เดมม์มีโปรเจ็กต์ภาพยนตร์หลายเรื่องรออยู่ในปี 2011 ซึ่งรวมถึง “Universal Soldier” อีกเรื่อง ซึ่งจะเข้าฉายระหว่างปี 2011 และ 2012 และโอกาสที่จะได้แสดงในซีเควลเรื่อง “The Expendables”

วิคเตอร์ การ์เบอร์ (Victor Garber) พากย์เสียง มาสเตอร์ธันเดอริง ไรโน
วิคเตอร์ การ์เบอร์ เป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีพรสวรรค์และได้รับการยกย่องสูงสุดในรุ่นของเขา ด้วยเครดิตที่ได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลเอ็มมีและสี่รางวัลโทนี เขามีผลงานภาพยนตร์ โทรทัศน์และละครเวทีที่น่าทึ่งมากมาย
เมื่อเร็วๆ นี้ การ์เบอร์เพิ่งรับบทจอร์จ มอสโคน นายกเทศมนตรีซานฟรานซิสโก ในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดโดยกัส แวน แซงต์เรื่อง “Milk” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “The First Wives Club,” “Sleepless in Seattle,” “Legally Blonde” และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด “Titanic”
ผลงานจอแก้วของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลเอ็มมี อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสามรางวัลจากดรามาทางเอบีซีเรื่อง “Alias,” สองรางวัลจากบทดารารับเชิญใน “Frasier” และ “Will & Grace” รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อจากบทซิด ลูฟท์ในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง “Life with Judy Garland: Me and My Shadows”
ล่าสุด เขารับบทดารารับเชิญใน “Nurse Jackie” และ “Glee” และได้ร่วมแสดงในซีรีส์เอบีซีเรื่อง “Eli Stone” ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง “Justice,” “Laughter on the 23rd Floor,” “Meredith Willson’s The Music Man,” เวอร์ชันมิวสิคัลของเอบีซีเรื่อง “Annie” และภาพยนตร์เรื่อง “Rodgers and Hammerstein’s Cinderella” ของ “The Wonderful World of Disney” นอกจากนี้ การ์เบอร์ยังได้แสดงในมินิซีรีส์เรื่อง “Dieppe” และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง “First Circle”
การ์เบอร์ได้รับการเสนอชื่อชิงโทนีอีกสี่ครั้งจากผลงานของเขาใน “Damn Yankees,” “Lend Me a Tenor,” “Deathtrap” และ “Little Me” เขาได้แสดงในเวิร์คช็อปของละครโดยซอนด์เฮมเรื่อง “Wiseguys” และในละครที่ได้รับรางวัลโทนี อวอร์ดเรื่อง “Art”
ผลงานละครเวทีของเขายังรวมถึงละครบรอดเวย์ออจิรินอลเรื่อง “Arcadia,” “The Devil’s Disciple,” “Noises Off” และ “Sweeney Todd” นอกเหนือจากนั้น การ์เบอร์ยังได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากละครโดยซอนด์เฮมเรื่อง “Follies” ให้กับซิตี้ เซ็นเตอร์ อังกอร์! และล่าสุดคือละครเรื่อง “Present Laughter” ที่กำกับโดยนิโคลัส มาร์ติน และจัดแสดงที่ฮันติงตัน เธียเตอร์ ละครเรื่องหลังนี้ได้ไปจัดแสดงบนเวทีบรอดเวย์ในเดือนมกราคม ปี 2010

เดนนิส เฮย์สเบิร์ท (Dennis Haysbert) พากย์เสียงมาสเตอร์สตอร์มมิง อ็อกซ์
เดนนิส เฮย์สเบิร์ท เป็นที่สนใจของผู้ชมและนักวิจารณ์จากบทประธานาธิบดีเดวิด ปาล์มเมอร์ในซีรีส์ฮิตทางฟ็อกซ์เรื่อง “24” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งแรก เขาหวนคืนสู่จอแก้วอีกครั้งเพื่อนำแสดงในซีรีส์ของตัวเอง “The Unit” โดยซีบีเอส ซึ่งเปิดตัวด้วยเรตติ้งที่ทำลายสถิติ เมื่อปีที่แล้ว เฮย์สเบิร์ทได้เปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในละครโดยเดวิด มาเม็ทเรื่อง “Race” ที่ร่วมแสดงโดยเอ็ดดี้ อิซซาร์ด, ริชาร์ด โธมัสและแอฟตัน ซี. วิลเลียมสัน ละครเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของทนายความสามคนในบริษัท สองคนเป็นคนผิวสีและอีกหนึ่งคนเป็นคนผิวขาว ผู้ต้องตัดสินใจว่าจะว่าความให้กับชายผิวขาว ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดกับหญิงสาวผิวสีดีหรือไม่ “Race” ทำให้เฮย์สเบิร์ทได้มาร่วมงานกับมาเม็ท ผู้สร้าง “The Unit” อีกครั้ง เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Details” ด้วยการร่วมแสดงกับนักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ ลอรา ลินนีย์, โทบี้ แม็กไกวร์ และอลิซาเบธ แบงค์ และแน่นอนว่าเฮย์สเบิร์ทยังเป็นที่รู้จักในฐานะโฆษกของออลสเตท อินชัวแรนซ์
นอกเหนือจากนั้น เขายังได้แสดงประกบจูลีแอนน์ มัวร์ในภาพยนตร์ชื่อดังโดยท็อดด์ เฮย์นส์เรื่อง “Far From Heaven” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาคือภาพยนตร์โดยสไปค์ ลีเรื่อง “Love and Basketball” ที่แสดงประกบโอมาร์ เอพส์, “Absolute Power” ประกบคลินท์ อีสต์วู้ดและยีน แฮ็คแมน, “Love Field” ประกบมิเชลล์ ไฟเฟอร์, “Breach” ประกบไรอัน ฟิลิปเป้, คริส คูเปอร์และลอรา ลินนีย์, “Jarhead” ที่กำกับโดยแซม เมนเดส, “Major League” ในบทเปโดร เซอร์ราโน, “Heat” ที่ร่วมแสดงโดยอัล ปาชิโนและโรเบิร์ต เดอนีโร, “Random Hearts,” “What’s Cooking,” “Waiting to Exhale,” “The Thirteenth Floor,” “Navy SEALS,” “Suture” และได้ร่วมทีมกับแบรด พิตต์, แคทเธอรีน ซีตา โจนส์และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ในภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง “Sinbad: Legend of the Seven Seas” เฮย์สเบิร์ทได้ร่วมแสดงในซีรีส์ซีบีเอสเรื่อง “Now and Again”
เฮย์สเบิร์ทเกิดและเติบโตในนอร์ธเธิร์น แคลิฟอร์เนีย อาชีพนักแสดงของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อได้แสดงในเอพิโซดรางวัลเอ็มมีของซีรีส์ “Lou Grant” ที่ร่วมแสดงโดยเจสซี แจ็คสัน เขามีบทบาทอย่างยิ่งในการต่อต้านโรคเอดส์และในปี 2000 เขาเป็นโฆษกในงานฮาร์เลม เฮลธ์ เอ็กซ์โป “Break the Silence” นอกจากนั้น เขายังทำหน้าที่โฆษกให้กับคณะกรรมการเนชันแนล ลีดเดอร์ชิพ คอมมิชชัน ออน เอดส์ รวมถึงเดอะ เวสเทิร์น เซ็นเตอร์ ออน ลอว์ แอนด์ โปเวอร์ตี้ นอกจากนี้ เดนนิสยังภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่ทูตสำหรับ Global Educational Partnership ทางดิสคัฟเวอรี แชนแนล
ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

แดนนี่ แม็คไบรด์ (Danny McBride) พากย์เสียง วูล์ฟ บอส
ปัจจุบัน แดนนี่ แม็คไบรด์กำลังอยู่ระหว่างการแสดงซีซันที่สองของซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Eastbound & Down” ที่เขาร่วมสร้าง เขียนบทและควบคุมงานสร้างกับเพื่อนผู้ร่วมงานกับเขามานาน โจดี้ ฮิลล์และเดวิด กอร์ดอน กรีน ซีรีส์นี้เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2010 และมีแฟนๆ ติดตามมากมาย ซีซันที่สองเปิดตัวในเดือนกันยายน หลังจากที่เคนนี พาวเวอร์ส ตัวละครของแม็คไบรด์หนีจากนอร์ธ แครอไลนา และไปปรากฏตัวในรูปลักษณ์ใหม่ในเม็กซิโก
แดนนี่ แม็คไบรด์ ได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกจากบทนำในภาพยนตร์โดยเดวิด กอร์ดอน กรีนเรื่อง “All the Real Girls” ที่ได้รับรางวัลสเปเชียล จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2003 แต่ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขาในฮอลลีวูดและทำให้เขาเป็นที่ต้องการตัวของเหล่าผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับระดับแนวหน้าคือคอเมดีฮิตประจำเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2006 เรื่อง “The Foot Fist” แม็คไบรด์ ผู้นำแสดงและร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับเพื่อนสมัยเรียน ฮิลล์ (“Observe and Report”) และเบน เบสต์ (“Superbad,” ซีซันแรกของซีรีส์ “Eastbound & Down”) ได้รับความสนใจจากแกรี ซานเชซ โปรดักชันส์ บริษัทของวิลล์ เฟอร์เรลและอดัม แม็คเคย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้รับการจัดจำหน่ายโดยพาราเมาท์ แวนเทจในเดือนพฤษภาคม ปี 2009 ได้รับการยกย่องจากลองแอสเจลิส ไทม์ว่าเป็น “การค้นพบสุดพิลึกที่เราหวังว่าจะมีมาบ่อยกว่านี้” ในขณะที่ยูเอสเอ ทูเดย์ก็ชมว่า “’Foot Fist’ ทั้งสดใหม่และตลกกว่าหนังฮิตม้ามืดทุนต่ำอย่าง ‘Napoleon Dynamite’ และ ‘Hot Fuzz’ เสียอีก”
แม็คไบรด์ยังสานต่อความสำเร็จของเขาในปี 2008 ด้วยการแสดงประกบเซธ โรแกน และเจมส์ ฟรังโก้ใน “Pineapple Express” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งกำกับโดยกรีนและร่วมเขียนบทโดยโรแกนและอีวาน โกลด์เบิร์ก (“Superbad”) เล่าเรื่องราวของสองเพื่อนซี้ที่ดันไปพัวพันกับแก๊งค้ายา สมาชิกของสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ดีทรอยท์ได้เสนอชื่อแม็คไบรด์เข้าชิงตำแหน่งนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากบท เร้ด ของเขา โซนี พิคเจอร์สได้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเดือนสิงหาคม และมันก็เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ ออฟฟิศ และทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก
หลังจากความสำเร็จของ “Pineapple Express” แม็คไบรด์ก็กลับมาสู่อันดับท็อปของบ็อกซ์ออฟฟิศอีกครั้งในหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ด้วยภาพยนตร์พาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง “Tropic Thunder” ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่กำกับและเขียนบทโดยเบน สติลเลอร์ ครองอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศนานสองสัปดาห์ติดต่อกันและทำรายได้ในอเมริกาไปกว่า 100 ล้านเหรียญ ทีมนักแสดงชั้นนำที่ร่วมแสดงกับแม็คไบรด์ได้แก่สติลเลอร์, โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, แจ็ค แบล็ค, ทอม ครูซและแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์
แม็คไบรด์ได้แสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง “Up in the Air” ที่แสดงประกบจอร์จ คลูนีย์และเมลานีย์ ลินสกี้และพากย์เสียงเฟร็ด แม็คเด๊ด ในภาพยนตร์อนิเมชันบล็อกบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์เรื่อง “Despicable Me” ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 280 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ แม็คไบรด์ยังได้แสดงคอเมดีหลายเรื่องเช่น “Hot Rod,” “The Heartbreak Kid,” “Drillbit Taylor” และ “Observe and Report” และเขาก็ได้รับบทคามีโอใน “Due Date” ที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์, จูเนียร์และแซ็ค กาลิฟิอานาคิสอีกด้วย
ล่าสุด เขาได้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Your Highness” ที่แม็คไบรด์ร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้าง ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่นำแสดงโดยเจมส์ ฟรังโก้, นาตาลี พอร์ทแมนและโซอี้ เดสชาแนล เขารับบทธาเดอุส เจ้าชายขี้เกียจ ทะนงตัว ในยุคกลาง ผู้ต้องแข่งกับพี่ชายผู้กล้าหาญของเขา (ฟรังโก้) เพื่อกอบกู้อาณาจักรของบิดา ในเดือนสิงหาคม แม็คไบรด์ถูกวางตัวให้นำแสดงใน “30 Minutes or Less” ประกบเจสซี ไอเซนเบิร์ก (“Adventureland”), เอซิส แอนซารี (“Funny People”) และนิค สวาร์ดสัน (“Pineapple Express”) อีกครั้งหนึ่ง คอเมดีเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของอาชญากรสองคน ที่ลักพาตัวเด็กส่งพิซซาและบังคับให้เขาปล้นธนาคารภายในเวลา 30 นาที
แม็คไบรด์เกิดในสเตทส์โบโร, จอร์เจีย เขาเติบโตในเวอร์จิเนีย เข้าศึกษาที่นอร์ธ แครอไลนา สคูล ออฟ เดอะ อาร์ตส์ ที่ซึ่งเขาได้รับปริญญาตรีสาขาการสร้างภาพยนตร์ ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตในลอสแองเจลิส

ประวัติทีมผู้สร้าง

เจนนิเฟอร์ หยู เนลสัน (Jennifer Yuh Nelson) –ผู้กำกับ
เจนนิเฟอร์ หยู เนลสัน ได้ทำงานในภาพยนตร์ของดรีมเวิร์คส์ทั้งสี่เรื่อง ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Kung Fu Panda” (ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเรื่องราว) ในปี 2008, เรื่อง “Madagascar” (ในตำแหน่งนักวาดภาพเรื่องราว) ในปี 2005, “Sinbad: Legend of the Seven Seas” (ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเรื่องราว) ในปี 2003 และ “Spirit: Stallion of the Cimarron” (ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเรื่องราวเช่นกัน) ในปี 2002 ปัจจุบัน เธอนั่งเก้าอี้ผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่อง “Kung Fu Panda 2”
ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ เนลสันได้ทำงานที่เอชบีโอ และได้พัฒนาโปรเจ็กต์และซีรีส์ขนาดสั้นหลายเรื่อง เธอได้ทำงานในหลายตำแหน่ง โดยเธอได้เป็นทั้งผู้กำกับ นักวาดภาพเรื่องราวและนักออกแบบตัวละครให้กับซีรีส์อนิเมชันของเอชบีโอเรื่อง “Spawn” ซึ่งได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขารายการอนิเมชันยอดเยี่ยมประจำปี 1999
เนลสันได้ทำงานอนิเมชันในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเกาหลีและญี่ปุ่น ที่ซึ่งเธอได้ดูแลอนิเมชันให้กับเอชบีโอ เนลสันยังได้ทำงานในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในตำแหน่งนักวาดภาพเรื่องราวและนักวาดภาพประกอบให้กับภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันเรื่อง “Dark City” ของมิสเทอรี คล็อก โปรดักชันส์
เนลสันเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลองบีชและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาการวาดภาพประกอบ นอกจากนี้ เธอยังได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนอิสระหลายเล่มด้วย

เมลิสซา ค็อบบ์ (Melissa Cobb)—ผู้อำนวยการสร้าง
เมลิสซา ค็อบบ์เข้าทำงานดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ “Kung Fu Panda”
ค็อบบ์เริ่มต้นการทำงานในแวดวงบันเทิงของเธอด้วยการอำนวยการสร้างโปรเจ็กต์ละครสดหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงซีรีส์ฮิต “Greater Tuna” และละครเวทีรางวัลที่งานเทศกาลศิลปะเอดินเบิร์กห์ เธอได้ขยับขยายไปสู่แวดวงภาพยนตร์ด้วยการร่วมงานกับบริษัทอินดี ไอ.อาร์.เอส. มีเดีย (ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตก่อนที่จะเลื่อนขั้นไปเป็นรองประธานฝ่ายงานสร้าง) โดยเธอได้ดูแลทุกแง่มุมของงานผลิตและงานสร้างภาพยนตร์กว่าสิบเรื่อง ซึ่งรวมถึง “One False Move” ภาพยนตร์ของคาร์ล แฟรงคลินที่นำแสดงโดยบิล แพ็กซ์ตันและบิลลี บ็อบ ธอร์นตัน
จากนั้น ค็อบบ์ก็เข้าทำงานที่วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายครีเอทีฟ ก่อนที่จะได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานสร้าง ซึ่งทำให้เธอมีหน้าที่ค้นหาและผลิตภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันให้กับทางบริษัท ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “Blank Check,” ภาพยนตร์ของสตีเวน ซอมเมอร์สเรื่อง “The Jungle Book” และ “Man of the House” ที่นำแสดงโดยเชฟวี เชส หลังจากดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายงานสร้างให้กับบลู พีช ซึ่งเป็นบริษัทลูกของฟ็อกซ์ แฟมิลี ฟิล์มส์ (ที่ซึ่งเธอได้ผลักดันให้เกิดการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง “Titan A.E.” และไลฟ์แอ็กชันที่นำแสดงโดยดรูว์ แบร์รีมอร์เรื่อง “Ever After”) เธอก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายงานสร้างที่ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ อนิเมชันโดยเธอได้ผลิตและดูแลภาพยนตร์อนิเมชันหลายเรื่อง เช่น “Titan A.E.” (ที่พากย์เสียงโดยแมต เดมอน, ดรูว์ แบร์รีมอร์, บิล พุลแมนและจอห์น เลอกูซาโม) และรายการพิเศษซีจีไอที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี “Olive, the Other Reindeer” ที่นำแสดงโดยดรูว์ แบร์รีมอร์
ล่าสุด ค็อบบ์ได้รับตำแหน่งรองประธานฝ่ายภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของวีเอชวัน โดยเธอได้ดูแลงานสร้างและผลิตของภาพยนตร์ทุกเรื่องของบริษัท ระหว่างทำงานอยู่ที่นั่น เธอยังได้ทำงานในตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้าง ในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นภาพยนตร์ชีวประวัติของไมเคิล แจ็คสันเรื่อง “Family Values,” ภาพยนตร์ของแอนดี ดิคเรื่อง “Guilty Pleasures,” ภาพยนตร์ของแมเรียล เฮมมิงเวย์และเจสัน พรีสลีย์เรื่อง “Warning: Parental Advisory” และ “They Shoot Divas, Don’t They” ที่นำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ บีลส์
ค็อบบ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากแอนเดอร์สัน แกรดูเอท สคูล ออฟ เมเนจเมนต์ที่ยูซีแอลเอ และได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

โจนาธาน เอเบล และ เกลนน์ เบอร์เกอร์ (Jonathan Aibel & Glenn Berger)—บทภาพยนตร์โดย/ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง
โจนาธาน เอเบลและเกลนน์ เบอร์เกอร์เป็นคู่หูเขียนบทที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์สำหรับครอบครัวยอดนิยมที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในยุคปัจจุบันหลายเรื่อง จนถึงวันนี้ ภาพยนตร์ของพวกเขากวาดรายได้ไปเกือบ 1.5 พันล้านเหรียญทั่วโลก
เอเบลและเบอร์เกอร์ได้พบกันหลังจบการศึกษา ระหว่างทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการในบอสตัน พวกเขาได้ค้นพบว่าตัวเองรักในงานเขียนคอเมดีและไม่ชอบงานที่ปรึกษาด้านการจัดการ พวกเขาก็เลยโยนสูทและกระเป๋าเอกสารทิ้งไปและย้ายไปลอสแองเจลิสเพื่อเป็นนักเขียน นับแต่นั้นเป็นต้นมา เอเบลและเบอร์เกอร์ก็ได้เขียนบทภาพยนตร์สำหรับครอบครัวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในทศวรรษที่ผ่านมาหลายเรื่อง และได้รับการยกย่องว่าเป็นมือเขียนบทคอเมดีที่มีพรสวรรค์สูงสุดคู่หนึ่งในวงการ พวกเขาภาคภูมิใจกับการเขียนบทภาพยนตร์ที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทุกเพศทุกวัย ที่ผสมผสานคอเมดีที่เกิดจากตัวละคร แอ็กชันและอารมณ์เข้าด้วยกัน
บทภาพยนตร์ที่พวกเขาเขียนให้กับ “Alvin and the Chipmunks: Chip-Wrecked”ภาคที่สามของแฟรนไชส์ “Alvin and the Chipmunks” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำและมีกำหนดที่จะลงโรงโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2011 ผลงานภาพยนตร์สำหรับครอบครัวเรื่องอื่นๆ ของพวกเขาได้แก่ “Alvin and the Chipmunks: The Squeakquel” และภาพยนตร์ 3D เรื่องแรกของดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง “Monsters vs. Aliens”
นอกเหนือจากผลงานภาพยนตร์แล้ว พวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานดั้งเดิมของซีรีส์อนิเมชันของฟ็อกซ์เรื่อง “King of the Hill” พวกเขาทำงานอยู่กับซีรีส์นี้ได้หกซีซัน และได้ขึ้นมารับตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้าง โดยพวกเขาได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลเอ็มมีและได้รับหนึ่งรางวัลเอ็มมีด้วย

เรย์มอนด์ ซีบาค (Raymond Zibach)—ผู้ออกแบบงานสร้าง
เรย์มอนด์ ซีบาค กลับมารับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้างในภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง “Kung Fu Panda 2” อีกครั้งหลังจากที่เคยทำหน้าที่เดียวกันนี้มาแล้วในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง “Kung Fu Panda”
ซีบาคเริ่มต้นจากการทำงานซีรีส์โทรทัศน์ในตำแหน่งนักวาดภาพแบ็คกราวน์ในซีรีส์อนิเมชันหลายเรื่อง ได้แก่ “Alvin & the Chipmunks,” “Darkwing Duck,” “Bonkers,” “Marsupilami,” “Schnookums and Meat Funny Cartoon Show,” “Rocko’s Modern Life,” “The Ren & Stimpy Show” และ “The Twisted Adventures of Felix the Cat” รวมถึงภาพยนตร์ขนาดสั้นทางโทรทัศน์เรื่อง “Star Wars: Clone Wars”
ซีบาคได้ขยับขยายเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยหน้าที่นักวาดภาพแบ็คกราวน์ในภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง “Rover Dangerfield” ก่อนที่จะไปทำงานเป็นนักวาดภาพแบ็คกราวน์ให้กับ “Aladdin and the King of Thieves” และ “Space Jam” หลังจากนั้น เขาก็ได้เข้าทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน ที่ซึ่งเขาได้ทำงานในแผนกพัฒนาภาพและได้รับหน้าที่ผู้ดูแลแผนกแบ็คกราวน์ให้กับ “Road to El Dorado” ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กำกับศิลป์ จากนั้น เขาก็ได้รับตำแหน่งผู้ออกแบบงานสร้างใน “Sinbad: Legend of the Seven Seas”


ทัง เค. เฮง (Tang K. Heng)—ผู้กำกับศิลป์
ทัง เค. เฮง กลับมารับหน้าที่ผู้กำกับศิลป์อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “Kung Fu Panda 2” หลังจากที่เคยทำหน้าที่เดียวกันนี้มาแล้วในภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง “Kung Fu Panda”
เฮงทำงานให้กับดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูดิโอ โดยเขาได้ทำหน้าที่นักวาดภาพเรื่องราวให้กับภาพยนตร์เรื่อง “The Prince of Egypt,” “The Road to El Dorado” และ “Spirit: Stallion of the Cimarron” หลังจากนั้น เฮงได้รับหน้าที่ผู้ออกแบบซีเควนซ์หลักในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง “Shark Tale” และได้ทำงานเป็นศิลปินฝ่ายพัฒนาภาพวิชวลในภาพยนตร์เรื่อง “Over the Hedge”
ทังสำเร็จการศึกษาจากสถาบันอาร์ต เซ็นเตอร์ คอลเลจ ออฟ ดีไซน์ในพาซาเดนา

ฮันส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer)—คอมโปสเซอร์
ฮันส์ ซิมเมอร์ได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์กว่า 100 เรื่องและได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด สองรางวัลลูกโลกทองคำและสามรางวัลแกรมมีมาแล้ว ในปี 2003 เขาได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งชีวิตเฮนรี แมนซินี อวอร์ดของสมาคมคอมโปสเซอร์ นักประพันธ์และสำนักพิมพ์ของอเมริกา จากผลงานที่น่าประทับใจและทรงอิทธิพลของเขา
ความสนใจในดนตรีของฮันส์เริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย และหลังจากย้ายจากเยอรมนีไปอังกฤษ เขาก็ได้เล่นและโปรดิวซ์ให้กับวงดนตรีต่างๆ รวมถึงเดอะ บักเกิลส์ ผู้ซึ่งมิวสิคเพลง “Video Killed the Radio Star” เป็นมิวสิคเพลงแรกที่ได้ปรากฏทางเอ็มทีวี แต่โลกของดนตรีประกอบภาพยนตร์คือสิ่งที่ฮันส์อยากจะทำงานด้วยจริงๆ ไม่นานนักหลังจากพบกับสแตนลีย์ ไมเยอร์ส คอมโปสเซอร์ชื่อดัง ทั้งคู่ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งลิลลี ยาร์ด เรคคอร์ดดิง สตูดิโอส์ ในลอนดอน และได้ร่วมงานกันในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น “My Beautiful Laundrette”
ผลงานเดี่ยวของฮันส์ในภาพยนตร์ปี 1988 เรื่อง “A World Apart” เป็นที่สนใจของผู้กำกับแบร์รี เลวินสัน ผู้ทาบทามให้ฮันส์แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Rain Man” ภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกของฮันส์ สัญชาตญาณของเลวินสันใช้การได้ดีจริงๆ เพราะดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนั้นทำให้ฮันส์ได้รับการเสนอชื่อออสการ์เป็นครั้งแรกจากทั้งหมดแปดครั้งที่เขาจะได้รับการเสนอชื่อหลังจากนั้น
หลังจากที่เขาย้ายไปฮอลลีวูด เขาก็ขยายขอบเขตการทำงาน และงานอนิเมชันครั้งแรกของเขาในภาพยนตร์ปี 1994 เรื่อง “The Lion King” ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์
งานของฮันส์โดดเด่นด้วยความสามารถในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างแนวภาพยนตร์ต่างๆ ได้อย่างกลมกลืนของเขา โดยเขาได้สับเปลี่ยนการทำงานระหว่างภาพยนตร์ฟอร์มเล็กและคอเมดี (เช่น “Driving Miss Daisy,” “Green Card,” “True Romance,” “As Good As It Gets” และ “Something’s Gotta Give”) และภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ (ซึ่งรวมถึง “Crimson Tide,” “Mission: Impossible 2,” “Hannibal,” “Black Hawk Down,” “The Last Samurai,” ไตรภาค “The Pirates of the Caribbean,” “Batman Begins” และ “The Da Vinci Code”)
ท่ามกลางการเดินหน้ารับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ของฮันส์ สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดอาจจะเป็นความสามารถของเขาในการสร้างคำนิยามใหม่ให้กับแนวนั้นๆ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ฮันส์แต่งได้พูดด้วยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบดรามาใน “Rain Man,” แอ็กชันในภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตต์เรื่อง “Black Rain,” อิงประวัติศาสตร์ใน“Gladiator,” สงครามในภาพยนตร์โดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง “The Thin Red Line” หรือโลกหนังสือการ์ตูนมืดหม่นใน “The Dark Knight”
ฮันส์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำทั้งหมด 10 ครั้ง, รางวัลแกรมมี 10 ครั้งและรางวัลออสการ์ 9 ครั้ง ล่าสุดสำหรับภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง “Inception” ดนตรีประกอบแปลกใหม่และทรงพลังของเขาได้รับการยกย่องจากสมาคมนักวิจารณ์มากมายว่าเป็นดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ดีที่สุดประจำปี 2010 และทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา ลูกโลกทองคำ แกรมมีและคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ด
ผลงานที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ “Sherlock Holmes,” “Rain Man,” “Gladiator,” “The Lion King,” “As Good As It Gets,” “The Preacher’s Wife,” “The Thin Red Line” และ “The Prince of Egypt” ฮันส์ได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งชีวิตสาขาประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์จากสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ นอกจากนี้ ชื่อของเขายังได้รับการประดับอยู่บนฮอลลีวูด วอล์ค ออฟ เฟมในเดือนธันวาคม ปี 2010 อีกด้วย
ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาได้แก่ “Rango,” “Megamind,” “How Do You Know,” Nancy Meyer’s “It’s Complicated,” “Kung Fu Panda,” “Madagascar 2,” “Frost / Nixon,” “The Dark Knight” และภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ดเรื่อง “Angels & Demons” ผลงานภาพยนตร์หลังจากนี้ของฮันส์ได้แก่ “Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides” ที่กำกับโดยร็อบ มาร์แชล, ภาพยนตร์โดยกาย ริทชีเรื่อง “Sherlock Holmes: A Game of Shadows” (เข้าฉายเดือนธันวาคม ปี 2011) และ “The Dark Knight Rises” (เข้าฉายวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 2012) ซึ่งจะเป็นการร่วมงานกันครั้งที่สี่ระหว่างฮันส์กับผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน

จอห์น พาวเวลล์ (John Powell)—คอมโปสเซอร์
จอห์น พาวเวลล์ คอมโปสเซอร์ชาวอังกฤษ มีผลงานภาพยนตร์มากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการทำงานหลากหลายแนว นับตั้งแต่ย้ายไปอเมริกาเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เขาก็แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขาด้วยการแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์กว่า 46 เรื่อง ผลงานหลากหลายของเขาปรากฏในภาพยนตร์อนิเมชัน คอเมดี แอ็กชันและดรามา
ความสามารถของพาวเวลล์ในการแต่งดนตรีหลากหลายแนวเกิดจากสไตล์หลากหลายที่ปรากฏในช่วงการศึกษาด้านดนตรีช่วงเริ่มแรกของเขา พอเขาก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เขาก็ได้รู้จักกับดนตรีโซล แจ๊ส ร็อคและเวิลด์มิวสิค เขามีแบ็คกราวน์ด้านดนตรีคลาสสิกที่ลึกซึ้งตั้งแต่อายุเจ็ดขวบเพราะพ่อของเขาเป็นนักดนตรีในวงรอยัล ฟิลฮาร์มอนิค ออร์เคสตราของเซอร์โธมัส บีชแฮม ในปี 1986 พาวเวลล์เริ่มศึกษาที่ไทรนิตี้ คอลเลจ ออฟ มิวสิคในกรุงลอนดอน ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้รับรางวัลจอห์น ฮัลฟอร์ดและบูซีย์ แอนด์ ฮอว์ค เบอร์ซารี มิวสิค คอลเลจ
ระหว่างที่อยู่ที่ไทรนิตี้ พาวเวลล์ได้ศึกษาด้านการประพันธ์เพลง เพอร์คัสชัน และดนตรีอิเล็คทรอนิค และเขาก็ได้ทดลองกับสื่อศิลปะการแสดงรูปแบบใหม่ เขาได้เข้าร่วมกลุ่มกับมีเดีย อาร์ตส์และได้ร่วมกับกาวิน กรีนอเวย์ แต่งดนตรีและซาวน์ให้กับการแสดงของกลุ่ม แม้ว่ากลุ่มนี้จะแยกตัวกันไปแล้ว พาวเวลล์และกรีนอเวย์ก็ยังคงสรรค์สร้างงานหลากหลายประเภทร่วมกับไมเคิล เพทรีในช่วงหลายปีหลังจากนั้น
งานแรกในฐานะมืออาชีพของพาวเวลล์เข้ามาไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเขาได้งานแต่งดนตรีให้กับโฆษณาและโทรทัศน์ที่แอร์-เอเดล มิวสิคในกรุงลอนดอน ที่นั่น เขาได้พบคอมโปสเซอร์คนอื่นๆ เช่นฮันส์ ซิมเมอร์ และแพทริค ดอยล์
หลังจากนั้น เขาและกรีนอเวย์ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งอินดีเพนเดนท์ลี ธิงกิ้ง มิวสิค (ไอทีเอ็ม) บริษัทผลิตดนตรีโฆษณาในลอนดอน ที่ซึ่งพวกเขาได้ร่วมกันแต่งดนตรีประกอบโฆษณาและภาพยนตร์อินดีมากกว่า 100 เพลง
พาวเวลล์ได้ขยับถอยห่างจากโฆษณาเพื่อหันไปหางานเพลงที่มีรูปแบบยาวกว่าเดิมด้วยโอเปราเรื่อง “An Englishman, Irishman and Frenchman” ที่ร่วมแต่งโดยกรีนอเวย์และเพทรี หลังจากการแสดงที่ประสบความสำเร็จที่อาร์ต แกลเลอรีของรัฐบาลในเยอรมนี พาวเวลล์ก็ย้ายไปลอสแองเจลิส เพื่อรับงานภาพยนตร์มากขึ้น
หลังจากที่ย้ายไปอเมริกาในปี 1997 พาวเวลล์ก็ได้แต่งดนตรีให้กับโปรเจ็กต์โทรทัศน์สองเรื่องของดรีมเวิร์คส์ ซึ่งก็คือซีซันที่สองของซีรีส์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง “High Incident” และตอนไพล็อตของซีรีส์ “For the People” นอกจากนี้ เขายังได้เรียบเรียงเพลงที่ประพันธ์โดยสตีเฟน ชวอร์ทซ์ให้กับภาพยนตร์อนิเมชันของดรีมเวิร์คส์เรื่อง “The Prince of Egypt” (1998) อีกด้วย
ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชวนขนลุกของพาวเวลล์ในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่นำแสดงโดยนิโคลัส เคจและจอห์น ทราโวลตาของจอห์น วูเรื่อง “Face/Off” ทำให้เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลาม เขาได้แต่งดนนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์ตลอดหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาที ที่ใช้ท่วงทำนองเศร้าสลดและเพอร์คัสชันหนักแน่นในการสร้างความตึงเครียดสูงอยู่ตลอดเวลา
พาวเวลล์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในคอมโปสเซอร์ระดับเอลิสต์ด้วยผลงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ของเขาในไตรภาค “Bourne Identity,” “Bourne Supremacy” และ “Bourne Ultimatum” และล่าสุด เขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนสไตล์ของตัวเองด้วยดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “How to Train Your Dragon” ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์
นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์หลากหลายแนวเช่นภาพยนตร์อนิเมชันฮิตเรื่อง “Antz,” ”Chicken Run,” “Robots,” “Shrek,” “Ice Age: The Meltdown,” “Happy Feet,” “Horton Hears a Who,” “Kung Fu Panda,” “Bolt” และ “Ice Age: Dawn of the Dinosaurs” รวมไปถึงภาพยนตร์แอ็กชัน “Mr. and Mrs. Smith,” “The Italian Job,” “Hancock” และภาพยนตร์ดรามาทริลเลอร์ “United 93,” “Green Zone” และ “Fair Game” ความสนใจในความหลากหลายด้านดนตรีของเขายังคงปรากฏในการสร้างดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Drumline”, “I am Sam” และ “Alfie” ที่เขาได้ร่วมงานกับเดฟ สจวร์ตและมิค แจ็กเกอร์ นอกจากนี้ เขายังได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ซูเปอร์ฮีโรเรื่อง “X-Men: The Last Stand,” “Stop Loss,” “P.S. I Love You” และ “Jumper” ที่กำกับโดยดั๊ก ลีแมน (“The Bourne Identity”) อีกด้วย
เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอิวอร์ โนเวลโล อวอร์ดสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากสถาบันนักประพันธ์เพลงและนักแต่งเพลงอังกฤษจาก “Shrek” ในปี 2001 และ “Ice Age: The Meltdown” ในปี 2006 และได้รับรางวัลมาครองจาก “Ice Age: Dawn of the Dinosaurs” ในปี 2010 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมีในปี 2008 จากผลงานของเขาใน “Happy Feet”
พาวเวลล์อาศัยอยู่กับเมลินดา ภรรยาของเขาและลูกชายในลอสแองเจลิส, แคลิฟอร์เนีย

โรดอล์ฟ กูโนเดน (Rodolphe Guenoden)—ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์/ผู้ออกแบบฉากต่อสู้
โรดอล์ฟ กูโนเดนทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน มาตั้งแต่สตูดิโอก่อตั้ง โดยเขาได้ทำงานในภาพยนตร์เรื่อง “The Prince of Egypt,” “The Road to El Dorado,” “Sinbad: Legend of the Seven Seas,” “Madagascar” และ “Over the Hedge”
ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน กูโนเดนได้ทำงานที่แอมบลิเมชัน ในตำแหน่งซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์และนักวาดภาพเรื่องราวใน “Balto” และเขายังได้รับหน้าที่อนิเมเตอร์อาวุโสใน “We’re Back! A Dinosaur’s Story” และอนิเมเตอร์ใน “An American Tail: Fievel Goes West” อีกด้วย
กูโนเดนเป็นชาวโนยอน ประเทศฝรั่งเศส เขาได้รับการศึกษาจากซี.เอฟ.ที. โกเบลินส์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเ



 
"กังฟูแพนด้า 2" ส่งความสุขเทศกาลตรุษจีนปีใหม่ถึงแฟนๆด้วยอีการ์ดเวอร์ชั่นไทย
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 12 มกราคม 2553


           ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลของพี่น้องชาวจีนเชื้อสายไทย หรือไทยเชื้อสายจีน ดรีมเวิร์คส์แอนนิเมชั่น ได้จัดทำอีการ์ดสุดพิเศษสำหรับแฟนๆชาวไทยโดยเฉพาะ ว้าวๆๆๆ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความสนุกตลอดปี และเตรียมสนุกยิ่งกว่ากับ ภาค 2 ของจอมยุทธพุงกลม Kung Fu Panda กังฟูแพนด้า 2 ในระบบ 3D พฤษภาคมนี้ แน่นอน

http://www.kungfupandainternational.com/intl/th/ecards/newyear

 
แจ็ค แบล็คเป็นทูตอนุรักษ์หมีแพนด้า ร่วมงานเปิดตัวลูกหมีแพนด้าชื่อ“โป” ตามชื่อพระเอกเรื่องกังฟูแพนด้าที่สวนสัตว์แอตแลนต้า
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554


         ดาราตลกคนดังอย่าง แจ็ค แบล็ค ได้หันมารับงานเพื่อสังคมกับเขาด้วยหลังจากมาให้เสียงพากย์เป็นจอมยุทธ์ “โป” ในกังฟูแพนด้าภาพยนตร์แอนนิเมชั่นของค่ายดรีมเวิร์คส์ที่สร้างกระแสคนรักแพนด้าไปทั่วโลก
แจ็คแบล็คก็เลยได้รับเชิญเป็นทูตที่ทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์หมีแพนด้าซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ก็ได้มีการฉลองลูกหมีแพนด้าที่เกิดครบ 100วันที่สวนสัตว์แอตแลนต้า โดยเจ้าหมีแพนด้าน้อยตัวนี้ได้รับชื่อว่า “โป”ตามชื่อของตัวเอกจากภาพยนตร์กังฟูแพนด้า

ซึ่งความนิยมหรือความเห่อในตัวของเจ้าโปน้อยนี้ก็ไม่น้อยหน้าเจ้าหลินปิงของบ้านเราเช่นกันโดยทางสวนสัตว์แอตแลนต้าได้จัดให้แฟนๆที่สนใจได้ชมวีดีโอสดของเจ้าโปน้อยนี้ทางเวบไซต์ http://www.zooatlanta.org/1212/panda_cam

และสำหรับแจ็ค แบล็คนั้น เร็วๆนี้เขาจะเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์แพนด้าที่ประเทศจีนด้วยและพร้อมกันนั้นผลงานการพากย์ แอนนิเมชั่นเรื่อง กังฟูแพนด้า ภาค 2ก็มีกำหนดออกฉายพร้อมกันทั่วโลก 26 พฤษภาคมนี้ ทั้งในระบบ 3D และ 2D แฟนๆหนังเรื่องนี้คอยติดตามกันได้
 















 

 

kung fu panda 2 (กังฟูแพนด้า 2) ภาคต่อสุดสนุกของแอนิเมชั่นสุดฮิตขวัญใจแฟนๆทั่วโลกพร้อมกลับมากับมหึมาความสนุกแบบล้นจอเตรียมยึดครองบัลลังก์เจ้ายุทธจักรอีกครั้ง
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 8 มีนาคม 2554


           kung fu panda 2 (กังฟูแพนด้า 2) ภาคต่อสุดสนุกของแอนิเมชั่นสุดฮิตขวัญใจแฟนๆทั่วโลกพร้อมกลับมากับมหึมาความสนุกแบบล้นจอเตรียมยึดครองบัลลังก์เจ้ายุทธจักรอีกครั้ง

บัดนี้ โพได้ใช้ชีวิตในฝันในฐานะนักรบมังกร ที่คอยคุ้มครองหุบเขาสันติภาพร่วมกับเพื่อนพ้องและอาจารย์กังฟูทั้งห้า ซึ่งได้แก่พยัคฆ์สาว, นกกระเรียน,ตั๊กแตน, งูพิษและลิงแต่ชีวิตใหม่ของโพกลับถูกคุกคามด้วยการปรากฏตัวของวายร้ายที่น่าสะพรึงกลัวผู้วางแผนที่จะใช้อาวุธลับในการเข้ายึดครองประเทศจีนและทำลายกังฟูเป็นหน้าที่ของโพและอาจารย์กังฟูทั้งห้าที่จะต้องเดินทางข้ามจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเผชิญหน้าและกำจัดภัยคุกคามนี้

แต่โพจะหยุดอาวุธที่สามารถหยุดยั้งพลังกังฟูได้ยังไงกันล่ะเขาจะต้องมองย้อนกลับไปยังอดีตของตัวเอง เพื่อไขปริศนาที่มาอันลึกลับของตัวเองเมื่อนั้นเขาจึงจะสามารถปลดพันธนาการพลังที่จำเป็นต่อความสำเร็จของเขาออกมาได้ เตรียมพบกับสุดยอดแอนนิเมชั่นแห่งปีที่จะมาสร้างปรากฏการณ์มหึมาความสนุกอีกครั้ง 26 พค.นี้ ในโรงภาพยนตร์ ทุกระบบ

http://trailers.apple.com
http://trailers.apple.com/trailers/dreamworks/kungfupanda2


 

กังฟูแพนด้า 2 (3D) ภาคต่อสุดสนุกของแอนิเมชั่นสุดฮิต ขวัญใจแฟนๆทั่วโลก
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 12 พฤษภาคม 2554

        ภาพยนตร์ "ฮา"นิเมชั่นแห่งปี การกลับมาของที่สุดของแอ็คชั่น-แอดเวนเจอร์-ที่แฟนๆทั่วโลกรอคอย กังฟูแพนด้า 2 (3D)ภาคต่อสุดสนุกของแอนิเมชั่นสุดฮิต ขวัญใจแฟนๆทั่วโลก พร้อมกลับมาทวงบัลลังก์เจ้ายุทธจักรแห่งความบันเทิงแล้ว

บัดนี้ โป ได้ใช้ชีวิตในฝันในฐานะนักรบมังกร ที่คอยคุ้มครองหุบเขาสันติภาพ ร่วมกับเพื่อนพ้องและเจ้าวิชากังฟูทั้งห้า ซึ่งได้แก่พยัคฆ์สาว, นกกระเรียน, ตั๊กแตน, งูพิษและลิง แต่ชีวิตใหม่ของโป กลับถูกคุกคามด้วยการปรากฏตัวของวายร้ายที่น่าสะพรึงกลัว ผู้วางแผนที่จะใช้อาวุธลับในการเข้ายึดครองประเทศจีนและทำลายวิชากังฟู ดังนั้น หน้าที่ของโปและเจ้าวิชากังฟูทั้งห้า คือ ต้องเผชิญหน้าและกำจัดภัยคุกคามนี้ แต่โป จะหยุดอาวุธที่สามารถหยุดยั้งพลังกังฟูได้ยังไงกันล่ะ เขาจะต้องมองย้อนกลับไปยังอดีตของตัวเอง เพื่อไขปริศนาที่มาอันลึกลับของตัวเอง เมื่อนั้นเขาจึงจะสามารถปลดพันธนาการพลังที่จำเป็นต่อความสำเร็จของเขาออกมาได้

พบกับทีมพากย์ไทยจัดเต็มสตรีม เรื่องความฮา ความสนุก จากภาคแรก
ดีเจ เชา เชา / แคทรียา อิงลิช / ใหม่ สุคนธวา/ รอง เค้ามูลคดี
พร้อมด้วยตัวละครใหม่ฝ่ายร้าย ดีเจ บ๊อบบี้ นิมิตร และ ท็อป ดารณีนุช

แอ็คชั่นมันส์ฮา ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า รับเปิดเทอมใหญ่ 26 พค.นี้ ในระบบ 3D ที่โรงภาพยนตร์


 

เปิดตัวภาคต่อของแอนนิเมชั่นเรื่องดัง “Kung Fu Panda กังฟูแพนด้า 2”
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 24 พฤษภาคม  2554


       เปิดตัวแล้วสำหรับภาพยนตร์ภาคต่อของแอนนิเมชั่นแอ็คชั่น แอดเวนเจอร์เรื่องดัง “Kung Fu Panda กังฟูแพนด้า 2” ของค่ายยูไอพี เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2554 ณ ลานหน้าโรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 ซึ่งในงานเปิดตัวฯ ก็ได้ทีมนักแสดงผู้ให้เสียงพากย์ไทยของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิ ดีเจ เชา เชา , แคทรียา อิงลิช , ใหม่ สุคนธวา , ดีเจ บ๊อบบี้ นิมิตและท็อป ดารณีนุช มาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับการพากย์เสียงไทย สำหรับใครที่อยากชม 26 พฤษภาคมนี้ เข้าฉายแน่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น
 




















 

กังฟูแพนด้า 2 บินเปิดตัวคานส์ฟิลม์ และแอลเอ.แจ็ค แบล็ค ควงคู่แองเจลิน่า โจลี่ แฮปปี้ดี๊ด๊าไทยได้สนุกก่อนใคร รับเปิดเทอม 26 พค.นี้ บุกทุกโรงภาพยนตร์
Openmm.com Movie InEntertainment วันที่ 26 พฤษภาคม  2554


      มาแล้วกับ “ฮา”นิเมชั่น ขวัญใจคนทั่วโลก กังฟูแพนด้า ภาค 2ซึ่งทางดรีมเวิร์คส์คาดหมายให้เป็นหนังที่จะสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกโดยทางยูไอพี ไทยแลนด์ ได้เตรียมฟิล์มทุกระบบ ทั้ง 2D 3D ครบทุกโรงภาพยนตร์และขอเชิญชวนแฟนๆชาวไทยเตรียมตัวไปสนุกกับกังฟูแพนด้า 2 กันได้ ตั้งแต่ 26พ.ค.นี้เป็นต้นไป
สำหรับในภาคนี้ จะมีตัวละครใหม่ซึ่งมาเป็นคู่ปรับใหม่ของเจ้าโป กังฟูแพนด้าโดยได้เลือก นกยูงรำแพน ที่มีความสวยสง่า มาเป็นตัวร้ายของเรื่องสำหรับงานเปิดตัวที่เมืองไทย ทีมพากย์ไทยชุดเดิมขึ้นเวทีมาสร้างเสียงหัวเราะครบทีมอย่าง ดีเจ เชา เชา , แคทรียา อิงลิช, ใหม่ สุคนธวา ก็กลับมาทำหน้าที่อย่างสนุกสนานเสริมด้วย ดีเจ บ๊อบบี้ และ ท็อป ดารณีนุช สองคาแรคเตอร์ใหม่ที่จะมาสร้างสีสัน ความสนุกความฮายกกำลังสอง ให้กับภาคสองของกังฟูแพนด้านี้ รับเปิดเทอมกับความสนุกยกกำลังสองได้26 พค.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ และ ติดตามชมคลิปตัวอย่างความสนุกได้ที่ www.kungfupanda.com , www.facebook.com/UIPthailand

 









 

รูปภาพ

   
   

ดูภาพทั้งหมด